Blossom Stories : Enjoy every minute of life

September 19, 2009

อย่ามองตรงนั้น..

Filed under: Lifestyle — blossom2219 @ 8:54 pm

ตอนเด็กๆ เรียนโรงเรียนคาทอลิกใกล้ๆ บ้านค่ะ สมัย ม.ปลายเรียนสายศิลป์-ภาษา เรียนมหาวิทยาลัยก็เรียนคณะที่สอนภาษาและวรรณคดี จบออกมาทำงานสำนักข่าวต่างประเทศ ปัจจุบันก็ทำงานองค์การระหว่างประเทศอีก คำถามหนึ่งที่โดนถามบ่อยมากที่สุด ก็คือ มีแฟนหรือยัง? ทำไมสวยจัง? เอ๊ย ไม่ใช่ค่ะ แหมๆ ช่างกล้า คำถามนั้นได้แก่ ทำยังไงจะเรียนภาษาอังกฤษเก่ง ๆ หรือไม่ก็ โดนประโยคบอกเล่ากึ่งถาม (ที่เหมือนคนพูดจะไม่ค่อยต้องการคำตอบจริงจังนัก) ว่า อย่างนี้ภาษาอังกฤษก็ต้องดีมากสิ? บอกตรงๆ เซ็ง…ค่ะ

 

ไม่ใช่ว่าไม่ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น หรือไม่รักวิชาที่ได้เล่าเรียนมาแต่อย่างใดนะคะ แต่รู้สึกว่าบางครั้งโลกทัศน์ของคนสมัยนี้แคบมากไปหรือเปล่า และเมื่อมองให้ลึกลงไป นั่นเป็นปัญหาสังคมหรือปัญหาคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ด้วยหรือเปล่าหว่า??? (ถึงได้ต้องส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติตั้งแต่เล็กและให้เรียนภาษาต่างประเทศตั้งแต่ 3 ขวบ) ขออนุญาตเล่าหน่อยว่า สมัยที่ทำงานที่รอยเตอร์นั้น ก็ไม่ได้ใช้แต่ภาษาอังกฤษหรอกนะคะ มีทักษะการสื่อสาร การเสนอขายและการบริการลูกค้าด้วย (ยังไม่รวมทักษะการเอาตัวรอดจากลูกค้าชีกอ) แถมยังต้องเรียนรู้เรื่องตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดหุ้น ฯลฯ แต่ก็ไม่รู้ทำไม ทุกคนที่นั่น เวลานึกถึงเรา จะพูดถึงแต่ทักษะทางภาษาอังกฤษของเรา จนทำให้รู้สึกว่า แล้วความสามารถด้านอื่นๆ ฉันไม่มีอะไรเข้าตากรรมการเลยหรือไงฟะ ! แล้วถ้าเก่งภาษาอังกฤษอย่างเดียว มันจะไปไกลมากเลยเหรอ? บางทีก็โดนใช้ให้แปลเอกสาร ซึ่งก็ยินดีค่ะ แต่อยากลุกมากรี๊ดๆ ว่าพี่คะ หนูทำอย่างอื่นได้ด้วยนะ ถ้ารักกัน อย่ามองแค่ตรงนั้น  

 

จนย้ายสายงานมาด้านบริหารทรัพยากรบุคคล คราวนี้สนุกเชียวค่ะ ได้เจรจาต่อรอง ได้เป็นล่าม เป็นพิธีกร แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แปลประกาศของบริษัทฯ แล้วก็ได้สอนภาษาอังกฤษให้พนักงานด้วย แต่ใช้ศัพท์เก๋ไก๋ว่า เป็นวิทยากรด้านการฝึกอบรม ว้าววว..จนมาทำงานกับยูเอ็น คราวนี้ก็กลับมาตรงจุดเดิมอีก ว่าเก่งภาษานี่นาเลยเข้าได้ เฮ้อ เอาเป็นว่า ขอบอกตรงนี้เลยแล้วกันค่ะ ว่าภาษาอังกฤษนั้น ทุกคนในยูเอ็น คงต้องเก่งไม่แพ้กัน เพราะมันคือองค์การระหว่างประเทศ แต่ยูเอ็นไม่ได้ต้องการครูสอนภาษาอังกฤษหรือล่ามนะคะ แต่ต้องการบุคลากรที่มีคุณสมบัติตามตำแหน่งที่เขาเปิดรับอยู่ในตอนนั้นๆ ซึ่งอาจเป็นพนักงานขับรถ หรือ เจ้าหน้าที่จัดซื้อเพราะฉะนั้น ภาษานั้นถือเป็นสินทรัพย์ค่ะ แต่ทักษะและความรู้ด้านอื่นๆ ต้องมีติดไว้ด้วย

 

แต่ทุกวันนี้ เหมือนคนในบ้านเราก็ยังเน้นที่ภาษาอังกฤษกันอย่างมาก จนน่าเหนื่อยใจแทน เมื่อก่อนมีโรงเรียนสอนภาษาไม่เยอะ แต่ตอนนี้มากมายก่ายกอง เรียนแล้วมีประกาศนียบัตรแบบเดียวกับหลักสูตรในต่างประเทศอะไรก็ว่าไป และที่สำคัญค่าเล่าเรียนแพงมากจนน่าตกใจ น้องคนหนึ่งที่ออฟฟิศเคยไปเรียนแล้วบอกว่าต้องกู้ผ่านบัตรเครดิตแล้วผ่อนชำระเอา เพราะค่าเรียนหลายหมื่น ไอ้เราร้องจ๊าก อุแม่เจ้า อะไรวะ เมื่อสมัยเรียนม.ปลาย พ่อส่งเรียนที่เอยูเอตรงถนนราชดำริ ตอนนี้ก็ยังมีอยู่นะคะ ค่าเทอมตอนนั้นเทอมละ 600 บาท เรียน 30 ชั่วโมง แล้วขึ้นมาเป็น 700 บาท ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าเทอมละกี่พัน โรงเรียนสอนภาษาชื่อดังนี่ไม่ต้องพูดถึง แอบดูตำราเขาและก็ดูพัฒนาการหลังจากที่เขาเรียนจบแล้ว ก็ไม่เห็นมันจากสมราคาเท่าไหร่นี่หว่า เสียดายตังค์แทน

 

บางทีตอนสัมภาษณ์ผู้สมัครงาน คุณสมบัติบนกระดาษนั้นไม่มีที่ติ วุฒิการศึกษา ประกาศเกียรติคุณเพียบ เรียนอยู่ต่างประเทศหลายปี พออ้าปากพูดภาษาอังกฤษ อ้าว แค่นี้เองเหรอ? สรุปคือ ไม่ใช่การอยู่เมืองนอกเมืองนาหรอกค่ะที่จะทำให้เก่งภาษาอังกฤษ เห็นใครจบเมืองนอกก็อย่าไปคิดว่าคงฟุตฟิตโฟไฟ เห็นคนจบอักษรฯ ก็อย่าเพิ่งเหมาว่าภาษาต่างประเทศดีเลิศ สาขาประวัติศาสตร์หรือบรรณารักษ์ศาสตร์ที่คณะก็มีคนเรียนค่ะ และเมื่อเห็นว่าอยู่องค์การระหว่างประเทศ ก็อย่าเพิ่งมองว่าเราเก่งขนาดนั้น

 

ขอออกตัวก่อนนะคะว่าดิฉันไม่ใช่ปรมาจารย์ด้านภาษาอังกฤษจากไหน ไม่ได้เก่งขั้นเทพ แต่มีอย่างหนึ่งที่อยากแบ่งปันกับทุกคนที่อยากเก่งภาษาอังกฤษ ก็คือ ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องของการสะสมค่ะ อ่านมากก็จะรู้มาก ฟังมากก็จะคุ้นเคยกับสำนวนต่างๆ มาก ภาษาเป็นทักษะค่ะ เหมือนการขับรถยนต์ ขับบ่อยใช้บ่อย ชั่วโมงบินเยอะ ก็ต้องคล่องแคล่วกว่าคนที่ไม่เคยบินแน่นอน ฟังเยอะก็จะพูดได้เยอะ อ่านเยอะก็จะเขียนได้เยอะ ภาษามากับวัฒนธรรมและเป็นความสนใจส่วนบุคคล อย่าได้ฝืนหรือบังคับจิตใจกันเป็นอันขาด อย่ายัดเยียด สำหรับท่านที่ต้องการพัฒนาภาษาอังกฤษในการทำงาน ควรศึกษางานของตัวเองให้เข้าใจถ้วนถี่และทำความรู้จักกับศัพท์แสงเฉพาะวงการของท่านเอาไว้ แล้วลองพยายามอธิบายออกมาเป็นภาษาอังกฤษ ดีกว่าไปลงทะเบียนเรียนหลักสูตรการเขียนอีเมลล์หรือการเขียนเชิงธุรกิจแน่นอน ดิฉันเชื่อว่า ถ้าเราสามารถสื่อสารภาษาแม่ได้คล่อง ภาษาอื่นๆ เราก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันค่ะ เพราะจริงๆ แล้วมันก็คือการสื่อสาร และภาษาก็เป็นแค่ช่องหรือสื่อหนึ่งเท่านั้นเอง

 

ฝรั่งทุกคนจะชอบถามดิฉันตลอด (ไม่รู้มันเป็นไงกัน) ว่าเรียนภาษาอังกฤษที่ไหน ทำไมพูดได้แบบนี้ ดิฉันยิ้มตอบดังๆ เลยว่าก็เรียนที่เมืองไทยนี่แหละ เสริมด้วยว่าไม่ได้มีแฟนฝรั่ง พ่อแม่ไม่ใช่ลูกครึ่ง มันก็ยังถามต่อว่าโอ้โห ไม่เคยเจอ ฯลฯ เราก็สวนต่อเลยว่าหนังฮอลลีวู้ดเยอะแยะ เพลงฝรั่งก็มี ถ้าเขาบอกต่อว่า คนไทยส่วนมากพูดภาษาอังกฤษได้แย่มาก สำเนียงฟังยาก ก็สวนเลยค่ะ (ไม่ใช่ garden นะตัวเอง)  ประเทศฉันไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร และถ้าวันหนึ่งคุณพูดภาษาไทยได้ดีเท่าครึ่งหนึ่งที่ฉันพูดภาษาอังกฤษ ค่อยมาพูดดูถูกภาษาอังกฤษของคนไทยแบบนั้น..เอาให้มองหน้ากันแบบหมดคำถามไปเลยค่ะ

 

อย่าลืมว่าภาษานั้นมีพลังอำนาจมาก ลองอ่านสุนทรพจน์ของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของโลก เขาไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษหรอกค่ะ (ก็ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่เขาอยู่แล้ว เช่น ประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษหรืออเมริกา) แต่เขาเป็นนายของภาษา คือใช้มันได้คล่องแคล่ว เลือกเฟ้นถ้อยคำอย่างคมคายจนมันเป็นอาวุธที่ทำให้เขาดูดีได้ ขอให้สนุกกับการใช้ภาษานะคะ

 

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: