Blossom Stories : Enjoy every minute of life

August 28, 2007

โรงเรียนของอุ๊ก อุ๊ก

Filed under: Lifestyle — blossom2219 @ 3:19 pm

มัวแต่เขียนเรื่องดาราหล่อสวย หนัง เพลง จนดูเหมือนคนตัวเปล่า คราวนี้ขอเขียนเรื่องฮา ๆ จากความเป็นคุณแม่มือใหม่อันเป็นสถานภาพที่ได้มาด้วยความภาคภูมิใจของตัวเองบ้าง

 

สืบจากพอลูกอายุได้สองขวบกว่า ๆ เราก็เริ่มมองหาโรงเรียนอนุบาล โดยที่เพิ่งจะรู้ตอนนี้แหละว่าการศึกษาระดับอนุบาลเนี่ย กฎหมายไม่ได้บังคับกันแต่อย่างใด การศึกษาภาคบังคับของไทยเริ่มตั้งแต่ ป.1 ต่างหาก แต่พ่อแม่สมัยใหม่กดดันลูกกันมากซะจนโรงเรียนอนุบาลกลายเป็นเรื่องจำเป็นไปแล้ว มานึก ๆ ดูเราเองก็เรียนเหมือนกันนี่หว่า ก็คงต้องหาโรงเรียนให้ลูกด้วย แต่เหตุผลสำคัญที่อยากให้ลูกเรียนอนุบาลจริง ๆ ก็เพราะคิดว่าจะช่วยเบาแรงแม่เราซึ่งเป็นคนเลี้ยงแกมาตั้งแต่เล็ก ช่วงเช้าถึงบ่ายไปโรงเรียนซะหน่อยแม่จะได้เบาแรง อีกอย่าง เราอยากให้ลูกได้มีเพื่อนวัยใกล้เคียงกันบ้าง (เพราะเพื่อนที่มีตอนนั้นได้แก่ แม่ ป๊า และ ตายาย)  ได้รู้จักใช้ชีวิตนอกบ้านร่วมกับคนอื่น จะได้รู้ว่าไม่ได้จะมีใครมาคอยตามใจตลอดนะ ส่วนไอ้การหัดเขียนหัดอ่านนั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก

 

คนแรกที่คัดค้านการไปโรงเรียนอนุบาลก็คือยาย ย้ำแล้วย้ำอีกว่าเลี้ยงได้ จะรีบเอาไปโรงเรียนทำไมกัน เดี๋ยวก็ไปโดนคนอื่นแกล้ง เดี๋ยวครูตี เดี๋ยวก็ไปติดหวัดเด็กคนอื่น ฯลฯ แต่ดิฉันยืนกรานว่าต้องพาไปตั้งแต่เขาอายุได้ 2 ขวบ 8 เดือน เพราะสถาบันการศึกษาเป็นส่วนสำคัญของสังคม ถึงใครจะว่าระบบการศึกษาของไทยเลวร้ายยังไง แต่ถ้าเรายังอยู่ในสังคม ก็อยากให้ลูกได้รู้จักและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ ถึงจะมีคนแกล้ง จะมีเด็กเกเร ก็ต้องไปให้รู้และหาวิธีเอาตัวรอด ดิฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องโฮมสกูลหรือสอนเอง เพราะนั่นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคม

 

เนื่องจากเป็นดิฉันเป็นแม่คนชอบวางแผน ก็ร่วมกับคุณพ่อ (หมายถึงคุณตาอุ๊ก อุ๊ก) คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าพออายุ 3 ขวบก็จะให้เข้าอนุบาลจุไรรัตน์ แถวชิดลม แล้วต่อจากนั้นก็เรียนมาแตร์ฯ แล้วกัน เพราะใกล้บ้านที่สุดแล้ว คุณพ่อรู้จักผู้บริหารที่โรงเรียน ลูกหลานตำรวจในโรงพักเรียนกันเยอะเลย ใกล้สามขวบดิฉันก็ไปดูโรงเรียน เห็นเด็กแต่งชุดลายสก๊อตน่ารัก ทาแป้งนวล ก็เข้าท่าดี แต่ก็ไม่วายไปสำรวจที่อื่นด้วย คือ ศูนย์พัฒนาเด็กเรนโบว์ อันนี้พี่ที่ทำงานแนะนำ เขาว่าหลักสูตรดีอย่างโง้นอย่างงี้ แล้วก็ใกล้ที่ทำงานด้วย ค่าเทอมเกือบหกหมื่น จ๊าก หลายคนแนะนำอนุบาลเธียรประสิทธิ์ตรงสาทรหนึ่ง นั่นก็ใกล้เหมือนกัน

 

ท้ายที่สุุด ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของดิฉันมากที่สุดก็คือคนไปรับ-ส่ง สามีสามารถทำหน้าที่ไปส่งตอนเช้า แต่ตามประสาพ่อแม่ทำงานนอกบ้ายอย่างเราก็คงไม่อาจจะไปรับเขาตอนเลิกเรียนได้ โรงเรียนทั้งหลายที่เอ่ยชื่อมาต้องอาศัยคุณยายคุณตาไปรับทั้งนั้น และท่านก็ต้องนั่งแท็กซี่ สามล้อ มอเตอร์ไซค์ให้ลำบากกันสุดฤทธิ์ อย่ากระนั้นเลย ดิฉันเลือกเอาโรงเรียนเล็ก ๆ ในซอยติดบ้านพ่อกับแม่ ห่างไปประมาณ 50-100 เมตรเท่านั้นเองดักว่า เพื่อไม่ให้สองท่านลำบาก และก็ไม่ไกลจากที่พักเราด้วย ใช้เวลาเดินทางไม่มาก ตอนนั้นบ้านเราอยู่บ่อนไก่ บ้านตายายอยู่ส.น. ลุมพินี มีมอเตอร์ไซค์วิ่งทะลุถึงกันใช้เวลา 5 นาทีเห็นจะได้ จากโรงเรียน สามารถเดินมาบ้านตายายได้เลย ไม่ทันเมื่อย

 

โรงเรียนนี้อยู่ในซอยโปโล ชื่อสถานรับเลี้ยงเด็กมพสร (อ่านว่ามะ-พะ-สอน) เดาว่าคงมาจากการสลับตัวอักษรของชื่อคุณครูเจ้าของโรงเรียน เป็นบ้านสองชั้นสีขาว รั้วสีขาว เห็นมีไม้ลื่น กับม้าหมุนเล็ก ๆ เก่า ๆ อยู่ข้างหน้า มีสอนทั้งอนุบาล 1 2 3 แต่เด็กทั้งหมดไม่เกิน 30-40 คนเห็นจะได้ ชุดนักเรียนสีเขียวน่ารักอย่าบอกใคร วันพุธใส่ชุดพละ คุณครูจะพาเด็กเข้าแถวเดินขึ้นสะพานลอยไปสวนลุมกันด้วย เป็นโรงเรียนที่มีสนามเด็กเล่นใหญ่กว่าใครในประเทศเลยนะเนี่ย

 

ตอนไปโรงเรียนสองสามวันแรก อุ๊ก อุ๊ก ร้องไห้เหมือนกัน แต่แม่ใจร้าย ใจแข็ง ก็พามาส่งจนผ่านพ้นช่วงนั้นไปได้ ไม่นานก็เห็นเธอเริ่มเอ็นจอยโรงเรียน ทุกวันจะมีอะไรให้ประหลาดใจเกินคาด ที่โรงเรียนเขาจะมีกระเป๋าย่ามสีเขียวให้เด็ก ติดหมายเลขไว้ คงเป็นเหมือนเลขที่ของเด็ก โดยติดเป็นเลขไทยด้วย เข้าท่าดีแฮะ เด็กก็รู้จักเลขไทยไปโดยปริยาย มีที่แขวนกระเป๋า ที่วางรองเท้า ระบุเบอร์ไว้หมด แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า หมอน ที่นอนก็มี เห็นลูกรู้จักถอดรองเท้า เก็บรองเท้า แขวนกระเป๋าเข้าที่ ดูแล้วไม่เลว เคยเห็นเขาร้องเพลง ก ไก่ ทำท่าทางประกอบกันตอนเช้า หลังจากเคารพธงชาติ สวดมนต์ด้วย เป็นโรงเรียนที่ดีเกินคาดแฮะ วันเกิดเด็กก็มีการเอาเค้กมาให้เป่า วันแม่วันพ่อ ลูกก็เอาการ์ดที่เขาทำจากที่โรงเรียนมาให้

 

ทางโรงเรียนมีส่งสมุดการบ้านที่ลูกเขียน ระบายสี มาให้ดูด้วย เห็นแล้วปลื้ม ไม่นึกว่าเธอทำอะไรได้เยอะขนาดนี้ สิ้นปีมีการแสดงของโรงเรียน ร้องเพลงภูมิแผ่นดิน ใส่ชุดเหลืองอร่ามสวยมาก ๆ ตอนนี้ร้องเพลงอัครศิลปินได้ด้วย

 

ถึงตอนนี้ดิฉันไม่เคยนึกถึงหลักสูตรอนุบาลอินเตอร์อะไรที่จะต้องสอนให้ลุกเป็นอัจฉริยะตั้งแต่ตัวน้อยเลย ทั้งที่ดิฉันสามารถเบิกค่าเทอมลูกได้เต็ม 100 เปอร์เซนต์ โรงเรียนเล็ก ๆ ในชุมชน ที่ตายายไปรับได้สะดวก เด็กไม่ต้องอ่อนเพลีย เมารถ หลับในรถ กินข้าวในรถก่อนไปโรงเรียน อยู่ใกล้บ้าน แวะร้านขนมระหว่างทางเดินกลับบ้านทุกวัน บวกกับคุณครูที่รักและใส่ใจเด็ก ก็ทำให้เขามีความสุขกับการไปโรงเรียนได้ ไม่ต้องเครียดเอาเป็นเอาตายกับการท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือ บวกลบคูณหารแบบจะพาไปออกรายการเกมส์โชว์อะไร เราเองก็สบายใจด้วย เพราะทุกฝ่ายสบายใจ ตอนนี้เขา 4 ขวบ เขียนชื่อตัวเองได้ บวกเลข นับเลข เข้าห้องน้ำเอง แต่งตัวเอง พูดจาภาษาไทยฉะฉานชัดเจน (ยังไม่รวมร้องเพลงลุกทุ่งลูกกรุงได้เพียบ) แค่นี้แม่ก็ว่าเก่งมากแล้วลูก ส่วนโรงเรียนต่อไปหลังจากจบอนุบาล 3 แล้ว ดิฉันก็มองความสะดวกไว้อีกเหมือนกัน คราวนี้กะจะให้ใกล้กับที่ทำงานตัวเอง เพื่อที่ว่าถ้ามีเหตุฉุกเฉินจะได้รีบไปได้ทันที ถึงไม่ฉุกเฉิน เวลาเลิกเรียน ก็ไปรับเองแล้วพากันเดินมานั่งเล่นด้วยกันที่ทำงานจนถึงเวลาเลิกงานนั่นเลย

 

  

3 Comments »

  1. เห็นด้วยค่ะ เพราะว่าลูกชายก็เรียนที่มพสรเหมือนกัน

    Comment by chutima — April 7, 2008 @ 2:48 pm | Reply

  2. เพ่งเห็นว่ามีคนแวะมาอ่านเรื่องนี้แล้วเม้นท์ไว้ให้ด้วย ขอบคุณค่ะ

    Comment by Blossom — November 30, 2009 @ 5:36 pm | Reply

  3. เราเป็นหนึ่งในนั้น รร.สอนดีมาก ครูมีใจให้เด็กทุกคนเต็มร้อย ใจดี รับเด็กจำกัดเพราะกลัวสอนไม่ทั่วถึง ตอนเย็นรับสอนพิเศษด้วย ไม่ต้องห่วงลูกจะหิว ดูแลดีมากๆ

    Comment by da — November 17, 2011 @ 4:14 pm | Reply


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: