Blossom Stories : Enjoy every minute of life

July 2, 2007

จากสนามบินเจนีวาถึงสุวรรณภูมิ

Filed under: Travel — blossom2219 @ 3:00 pm
หลังจากกลับมาได้สองเดือนกว่า ๆ ก็เพิ่งจะได้ฤกษ์กลับมาเขียนคอลัมน์นี้ต่อ (โห ประมาณว่า ผู้อ่านเยอะมากเลยเนี่ย) ยังมีส่วนหนึ่งที่อยากจะเล่าอยู่ ก็คือวันที่เดินทางออกจากโรงแรมไปสนามบินเพื่อไปขึ้นเครื่อง
 
เที่ยวบิน BA 735 กำหนดออกจากเจนีวาตอน 18.40 น. แต่เราต้องเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมตั้งแต่เที่ยง เช้านั้นเราไปแวะกินพาสต้าที่ห้าง Manor เป็นมื้อสุดท้ายก่อนกลับ เดินดูช็อคโกเลตอีกนิดหน่อย แต่ไม่ได้ซื้อหรอกเพราะปิดกระเป๋าไปเรียบร้อยแล้ว นัดแท็กซีมารับที่โรงแรมตอนบ่ายโมง แท็กซี่ก็พาวิ่งไปที่สนามบิน เราว่าคงไม่ได้วิ่งอ้อมอะไร เพราะแป็บเดียวก็ถึง วิ่งผ่านตึกยูเอ็น แล้วก็แถวที่ทำงานอีก ใจหายแว็บเหมือนกัน คนขับนิสัยดี คุยไปคุยมา พี่แกดูเหมือนจะรู้จักที่ทำงานเราเป็นอย่างดี ถึงสนามบินก็จัดแจงออกใบเสร็จค่าแท็กซี่ให้เสร็จ แถมยังเขียนให้เกินกว่าที่เราจ่ายไปห้าฟรังก์ด้วยนะ โห ใครว่ามุกนี้มีแต่ประเทศไทย คนขับช่วยหารถเข็น จัดแจงขนกระเป๋าเราขึ้นรถให้เสร็จสรรพ ถึงสนามบินโดยสวัสดิภาพ
 
สนามบินที่นี่ทันสมัยดี สะดวกมากด้วย ผู้โดยสารสามารถเช็คอินได้ตั้งแต่หนึ่งวันก่อนเดินทางแน่ะ ไม่จำเป็นต้องรอจนวันเดินทาง ส่วนมากก็มาเช็คอินกันตอนเช้าแล้วเข้าออฟฟิศไปทำงานต่อ เลิกงานแล้วมาสนามบินก็ไม่ตกเครื่อง เพราะที่นี่รถเมล์วิ่งเข้ามาส่งถึงประตูทางเข้าเลย ยังมีรถไฟด้วย สะดวกดีจัง วันที่เดินทางกลับนี้เหลือเราอยู่คนเดียวแล้ว เพราะน้องที่มาด้วยกันกลับไปตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม เราเองก็กล้า ๆ กลัว ๆ เรื่องสนามบิน พอดีก็มีพี่คนไทยทีทำงานอาสามาช่วยดูแลเรื่องเช็คอินให้ เขาก็ช่วยเช็คอิน เข็นกระเป๋าให้เรียบร้อย สายการบินบริติช แอร์เวย์ สามารถเช็คอินออนไลน์ ผ่านตู้ได้ด้วย น้องที่กลับไปก่อนโดนค่าปรับไป 1600 ฟรังก์ เพราะขนของหนักเกิน เราไม่มีปัญหาเพราะให้ทางออฟฟิศช่วยติดต่อสายการบินให้ก่อน เราสามารถขนได้สองกระเป๋า 60 กิโลแน่ะ แต่ขนไม่ถึงหรอกนะ แค่มีกระเป๋าเพิ่มมาจากขามาใบเดียวเท่านั้นแหละ เราโหลดทุกอย่างขึ้นเครื่องหมด ยกเว้นเป้โน้ตบุคไอบีเอ็ม (สุดที่รัก) ของสามี (สุดที่รักด้วย) ที่กระเตงติดตัวไว้ตลอด
 
เราบรรทุกของกินใส่เป้มาด้วย เพราะกะว่าต้องมานั่งหง่าวอยู่สนามบินพักใหญ่ มีกล้วย ส้ม น้ำผลไม้ กินแล้วเดินย่อย ในนั้นมีห้างร้านเล็ก ๆ พอให้ได้ซื้อของอยุ่ในสถานีรถไฟ เรายังซื้อเสื้อผ้ามาฝากสามีกับลูกสาวได้อีก เพราะเห็นเขาลดราคาถูกมาก สินค้าก็หน้าตาสวยดีด้วย ตอนเดินในห้างในเมืองไม่เห็นมี
 
ใกล้เวลาขึ้นเครื่องเราก็เดินผ่านตรงที่ตรวจหนังสือเดินทาง ปกติถ้าเป็นประเทศเราก็จะต้องมีประทับตราว่าออกจากราชอาณาจักรเมื่อวันที่เท่าไหร่ ตอนไปฟิลิปปินส์ก็มี ฝรั่งเศสก็ทำ แต่ที่สวิสเซอร์แลนด์นี่เหมือนเขาขับไสไล่ส่งมาก ประมาณว่าแกจะออกจากประเทศฉันไปก็เชิญเลย แต่ถ้าขาเข้าสิ จะตรวจละเอียดยิบ เขาไม่ขอดูพาสปอร์ตเราเลยด้วยซ้ำ
 
เครื่องบินออกตรงเวลา มีแต่คนหน้าตาผู้ดีอังกฤษเต็มลำ เป็นเครื่องบินแอร์บัส A320 เราได้นั่งริมหน้าต่างอีกแล้ว เย้ ติดกับเราเป็นสาวน้อยผมทองหน้าตาสวย เธออ่านแม็กกาซีนแฟชั่นไปตลอดทาง ไม่สนใจผู้คน ใช้เวลาบินหนึ่งชั่วโมงห้าสิบนาทีก็ถึงลอนดอน เรามองออกไปนอกหน้าต่างตลอดเวลา จนเครื่องลดเพดานบินทะลุเมฆปุยสีขาวลงมาอยู่เหนือลอนดอน ได้เห็นบ้านเมืองเขาชัดเจน ผ่านปราสาทอะไรก็ไม่รู้ใหญ่โต สวยงาม เราได้เวลาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชั่วโมง เพราะลอนดอนช้ากว่าเจนีวา
 
เราแลกเงินสวิสฟรังก์เป็นปอนด์อังกฤษหมดเลยคราวนี้ เพราะกะจะซื้อของที่ระลึกจากที่นี่ด้วย แหม แต่ราคาแพงจัง ถ้าไม่ใช่เงินออฟฟิศคงไม่ยอมซื้อ
 
เที่ยวบิน BA 009 จากลอนดอน ไปกรุงเทพฯ ใช้เวลาบิน 11 ชั่วโมง 15 นาที เป็นเครื้องโบอิง 747 เรามองเห็นว่ามีคนไทยหลายคนเลยที่จะขึ้นเครื่องเดียวกัน ส่วนมากจะเป็นผู้หญิงไทยที่มีสามีฝรั่งด้วย เรารู้สึกว่าใกล้บ้านเข้าไปอีกนิด เราได้นั่งริมหน้าต่างอีกแล้ว ต้องขอบคุณแผนกจองตั๋วไว้ ณ ที่นี่ด้วยค่ะ แถมยังได้นั่งตรงแถวหน้าสุด ที่สามารถเหยียดขาได้เต็มที่เลย ว้าว คนที่มานั่งข้างเรามาด้วยกัน เป็นนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย เพิ่งมาจากสเปน จะไปเที่ยวเมืองไทยเป็นครั้งแรก (มันว่างมาก) คุยกันพอหอมปากหอมคอก็มุมใครมุมมัน เขาปิดหน้าต่าง ปิดไฟทั้งเครื่อง ให้ได้นอนหลับกันหมด เราก็หลับด้วยความครึ้มอกครึ้มใจ อีกไม่กี่อึดใจก็จะถึงบ้านแล้ว
 
เครื่องบินเข้าเขตประเทศไทย หัวใจเราเต้นโครมคราม แต่ยังพยายามสงวนท่าที เตรียมสัมภาระเรียบร้อยก่อนลงจากเครื่อง เดินจ้ำพรวดยาว ๆ ไปตามป้าย "ตรวจคนเข้าเมือง" ทำไมไม่ถึงซักทีวะ ประทับตราว่าเข้าราชอาณาจักรเรียบร้อย เหลือบมองดูบนพาสปอร์ต เราหายไปจากที่นี่สองเดือนเต็มเลยนะเนี่ย เรายืนรอกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ตรงสายพาน มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งมาถามว่าของเราใบไหน แล้วก็ช่วยยกลงมาจากสายพานให้ ดูสิ ถึงประเทศไทยแล้วจริง ๆ ด้วย คนไทยมีน้ำใจ ไม่ต้องทิป (ไม่เหมือนที่เจนีวา ปล่อยให้เราปากกัดตีนถีบ ฮา) เขาถามเราว่าเราไม่ได้กลับบ้านมาหลายปีเหรอ โห เราดูอินเตอร์ขนาดนั้น เราก็บอกว่าแค่สองเดือน แต่ก็นานมากแล้วล่ะ คิดถึงคนที่บ้าน
 
พอกระเป๋าเรามา เขาก็หารถเข็นมาให้ จัดการยกให้อีก เราเปิดมือถือเครื่องเก่าโทรหาสามี ว่าอยู่กันตรงไหน แล้วก็เข็นรถออก ผู้คนมายืนรอรับผู้โดยสารเที่ยวนี้กันเต็มเลย เหมือนฉากที่เห็นกันในหนังนั่นแหละ แต่คราวนี้เราเอง สิ่งแรกที่เรามองเห็นในหมู่ฝูงชนแน่นขนัดที่ยืนออกันตรงนั้น ก็คืออุ๊ก อุ๊ก ในชุดนักเรียนสีเขียว อยู่บนบ่าของสามีซึ่งใส่เสื้อบอลลิเวอร์พูลสีเหลืองอ๋อย เราเข็นไปหา ไม่รอช้า สามีอุ้มให้ลูกยืนกับพื้น อุ๊ก อุ๊ก ทำหน้างง รอบคอสวมพวงมาลัยดอกรักที่สนามบินทำแจกเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ตัวจริงของลูกน่ารักน่ากอดกว่าในรูปและในคลิปเป็นร้อยเท่าพันเท่า เราทรุดตัวนั่งดึงลูกมากอด น้ำตาไหลพราก ๆ อย่างไม่อายใคร แม่เราก็มารับด้วย บอกว่า "ไม่ต้องร้องสิลูก ร้องทำไม" ส่วนสามีบอกว่า "ขี้แยว่ะ"
 
ตอนขึ้นรถ สามีเอื้อมไปหยิบกระติกน้ำสีเขียวใบเก่าหลังรถมายื่นให้ เรายังไม่ทันเปิดกระติกก็เดาได้เลยว่าในนั้นมีเป๊ปซี่ใส่น้ำแข็งป่นไว้เย็นเจี๋ยบ น้ำแข็งเริ่มละลายผสมกับเป็บซี่แล้วด้วย นี่แหละอีกหนึ่งในสุดยอดความปรารถนาตอนถึงเมืองไทย ซึ่งก็ใช่จริง ๆ ด้วย เรายังอยากร้องไห้ต่อ แต่ขอดื่มก่อน ในรถยังมีมะม่วงแรดหัวเหลืองพร้อมพริกกับเกลือแบบที่เราชอบด้วยนะ โห ถึงบ้านแล้วจริง ๆ ด้วย เรายังไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกอยากกินอะไรในตอนนั้น รู้สึกแต่เพียงว่าดีใจที่ได้กลับมาอยู่ท่ามกลางคนที่เรารักที่สุด ในแผ่นดินที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นมากที่สุด และท้ายที่สุดแล้ว เราก็ต้องการเพียงเท่านี้ เท่านี้จริง ๆ
 
 
 
 

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: