Blossom Stories : Enjoy every minute of life

April 7, 2007

บทส่งท้ายของเจนีวา

Filed under: Travel — blossom2219 @ 2:11 pm

๑ เมษายน ๒๕๕๐ (ย้ำ เดือนเมษายนค่ะ)

 

ไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นกับเดือนเมษายนมากเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต นอกจากจะเป็นเดือนที่เป็นวันเกิดของตัวเองและลูกสาวแล้ว ปีนี้ก็ยิ่งพิเศษเพราะเป็นเดือนที่จะได้กลับบ้านเราซักที หลังจากอยู่ที่นี่มาเกือบสองเดือนเต็ม เย้ เหลืออีกไม่กี่วันแล้ว เตรียมตัวนับถอยหลังได้เลย

 

ตอนนี้อากาศที่นี่เริ่มอุ่นขึ้นแล้ว เพราะมันควรจะหมดหน้าหนาวอย่างเป็นทางการและก็เริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที แต่ปรากฎว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันที่ ๓๐ มีนาคมนั่นน่ะ ฝนตกเทจั้ก ๆ ลงมาโครมใหญ่ ทำเอาอากาศเย็นลงอีก เด็ดกว่านั้น มีหิมะตกลงมาปนกับฝนด้วย เอาดิ ไอ้เรายืนรอรถเมล์จะกลับบ้าน ก็เปียกทั้งฝน แล้วเกล็ดน้ำแข็งของหิมะก็ตกมาติดตามเสื้อ ตามหมวกอีก เสียดายไม่ได้ถือถ้วยใส่ลูกชิดกับข้าวเหนียวดำมา ไม่งั้นจะกินน้ำแข็งไสให้ชื่นใจไปเลย อากาศแปรปรวนจริง ๆ ทั้งที่บ้านเมืองเขาเตรียมพร้อมรับฤดูใบไม้ผลิด้วยการประดับประดาดอกไม้กันเต็มบ้านเต็มเมือง ตามสนามเด็กเล่นก็มีเปิดน้ำพุ มีสวนสนุกมากลางแจ้งเปิดให้ผู้ปกครองได้เสียตังค์กันแล้วด้วย ฝนกับหิมะยังจะตกอีก ถ้าเห็นฝรั่งต้องมีเสื้อโค้ทตลอดเวลาไปไหนมาไหน ก็เลิกแปลกใจได้เลยค่ะ อากาศบ้านเขาเอาแน่เอานอนไม่ได้จริง ๆ สู้บ้านเราไม่ได้สามสิบกว่าองศาทุกวัน ร้อนก็เดินไปตากแอร์ในห้าง ไม่ต้องใส่เสื้อหลายตัวให้เมื่อย รองเท้าแตะไปได้ทั่วเมือง

 

บทสรุปของเจนีวาก็คือ ประการแรกที่นี่เป็นเมืองที่ค่าครองชีพแพงมาก จากผลการสำรวจความนิยมล่าสุด โดยพิจารณาจากอากาศ คุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางเศรษฐกิจการเมือง เจนีวาเป็นอันดับที่สองของโลกในเมืองที่คนอยากไปอยู่มากที่สุด โดยเมืองที่เป็นอันดับหนึ่งก็คือเมืองซูริค ในสวิสเซอร์แลนด์นี่เอง เพราะฉะนั้นต้องทำใจ ทุกอย่างในประเทศนี้เป็นเงินเป็นทองหมด แต่ว่าขนส่งมวลชนดี รถไม่ติด มลพิษไม่มี ความปลอดภัยก็ดี สวัสดิการพลเมืองดี พลเมืองของเขาน่าทึ่งในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ตัวอย่างเช่น เรื่องการซื้อตั๋วรถประจำทาง จริง ๆ แล้วเราขึ้นรถเมล์มาเกือบสองเดือน ยังไม่เคยเจอนายตรวจขึ้นมาตรวจเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่พลเมืองของเขาทุกคนจะซื้อตั๋วก่อนขึ้นหมด ไม่ว่าจะดึกดื่นหรือเช้าตรู่แค่ไหน ทั้งที่นายตรวจไม่มาทำงาน เช่นวันหยุด ก็ซื้อ ไอ้เราเองยังอยากนึกลองเสี่ยงดูจะแย่ เราว่ามีคนมั่วนิ่มขึ้นมาเหมือนกันแหละ แต่ยังไม่ได้โดนจับได้เท่านั้น เมื่อวันก่อน เจอกับน้องคนไทยที่มาเรียนมหาวิทยาลัยเจนีวา นักเรียนทุนรัฐบาลไทยน่ะ ขึ้นรถเมล์เที่ยวดึกแล้ว เขาก็ยังอุตส่าห์ไปหยอดตู้ซื้อตั๋ว ทั้งที่ก็เห็นอยู่แล้วว่านายตรวจคงกลับบ้านนอนกรนแล้วก็ตาม อยู่มานานก็เลยรับเอานิสัยความเป็นพลเมืองดีของเขามาด้วย น่าชื่นชม

 

ประการที่สองที่เราสังเกตุเห็นที่บ้านเมืองนี้ ก็คือ ผู้หญิงสูบบุหรี่เยอะมาก เห็นว่าสูบกันตั้งแต่วัยรุ่น ยันวัยทำงาน แก่ผมขาวแล้วก็ยังสูบ เดินสวนกันไม่รู้จักก็ขอยืมไฟแช็คจุดบุหรี่เหมือนรู้กันว่าเธอสูบแน่ ไอ้เราก็ไม่ได้จะไปว่าอะไรเขาหรอก สุขภาพใครสุขภาพมัน ปอดใครปอดมัน แต่เวลานั่งบนรถเมล์แล้วต้องนั่งใกล้ ๆ กลิ่นบุหรี่โชยออกมาจนจะเป็นลมเหมือนกัน บางทีขอลุกขึ้นยืนเลย นั่งดมบุหรี่ไม่เอาดีกว่า ไม่ใช่ว่าเขานั่งสูบนะ เพราะบนรถเมล์ห้ามสูบบุหรี่อยู่แล้ว แต่นึกดูแล้วกันว่าเขาสูบกันจัดขนาดว่ากลิ่นมันติดเสื้อผ้าและติดตัวน่ะ ผู้ชายซะอีกไม่ค่อยสูบ แปลกดี  พูดถึงเรื่องรถเมล์ คนที่นี่ชอบยืนบนรถเมล์หรือรถรางแฮะ ไม่ค่อยชอบนั่ง ความจริงหุ่นก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ แต่ยืนโชว์กันซะงั้น แล้วก็เวลาขึ้นรถเมล์แล้วเหมือนจะเป็นใบ้ ไม่เคยไม่คนคุยกันเลย คือต่างคนต่างมา ต่างคนต่างนั่ง ต่างคนต่างลง ส่วนมากจะอ่านหนังสือพิมพ์ที่หยิบฟรีมาจากป้ายรถเมล์ หรือไม่ก็มีวิทยุเสียบหูกันมา ฟังเพลงอะไรไม่รู้อยู่คนเดียว เป็นเมืองที่ตัวใครตัวมันอย่างมาก

 

ที่นี่สวนเยอะ แต่เป็นสวนเล็กสวนน้อย ไม่ใหญ่เท่าสวนลุม หรือ สวนจตุจักรบ้านเรา (และไม่สวยเหมือนสวนพลู โย่ โย่)  ที่พักผ่อนหลัก ๆ ของคนที่นี่ดูจะเป็นริมทะเลสาปเจนีวา หรือ ทะเลสาปเลมัง นั่นเอง ซึ่งเป็นทะเลสาปที่ใหญ่เหลือแสน (โปรดดูภาพประกอบ) เห็นว่าเนื้อที่ประมาณห้าร้อยกว่าตารางกิโลเมตร ความยาวสามร้อยกว่ากิโลเมตรอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์ ที่เหลืออยู่ในฝรั่งเศส เวลาแดดออก ไม่ว่าจะหน้าร้อนหรือหน้าหนาว คงรวมทั้งฤดูใบไม้ผลิ ไบไม้ร่วงด้วย จะเห็นผู้คนมานั่งตากแดด วิ่งออกกำลังกาย หรือ มีเด็กเล็กวิ่งเล่นกันริมทะเลสาปเต็มไปหมด ทะเลสาปเขามีห่าน หงส์ เป็ด ว่ายลอยคออยู่เยอะเลย เป็นเหมือนสวนสัตว์กลาย ๆ มีเรือล่องทะเลสาปด้วย มีน้ำพุใหญ่ที่เรียกว่า Jet d’eau ซึ่งเป็นเสมือนแลนมาร์กของที่นี่ สรุปคือ ทะเลสาปเป็นเหมือนทุกอย่างของเจนีวาเลย

 

ห้างสรรพสินค้าที่นี่ ไปเดินมาหมดแล้วล่ะ ห้างที่ใหญ่ที่สุดของเขาชื่อ Manor เห็นว่าหรูสุดแล้ว ประมาณเซ็นทรัลบ้านเราเห็นจะได้ (ยังไม่หรูขนาดพารากอนหรอกนะ) ก็มีทุกอย่างเหมือนบ้านเรา ห้างที่เราไปบ่อยเพราะอยู่ตรงข้ามโรงแรมที่พักก็คือ Migros อันนี้น่าจะเทียบได้กับบิ๊กซี โลตัส เนอะ เพราะเป็นเหมือนซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ แต่ก็มีเสื้อผ้าขายด้วย เครื่องเขียนนิดหน่อย ราคาถูก มีห้างที่ขายแต่เสื้อผ้าเลยอย่าง H&M ซึ่งล่าสุดถึงขนาดว่าจ้างนักร้องดังอย่างมาดอนนา มาออกแบบเสื้อผ้าให้เลยล่ะ แฟชั่นที่นี่ดูยังไงก็ไม่สวยค่ะ ขออภัย บ้านเราดูดีกว่าเยอะ เวลาวันหยุด บ้านเขาก็มีตลาดนัดเหมือนกัน แต่ของที่มาขายก็ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ อย่างเสื้อผ้าเนี่ยจะเห็นได้ชัดว่าทำในเอเชียทั้งนั้น ไม่ค่อยเห็นคนที่นี่แต่งตัวแฟชั่นกันเท่าไหร่ ส่วนมากจะเป็นแบบเรียบง่าย ทำงาน ถ้าได้ไปเดินสยามสแควร์บ้านเราคงกรี๊ดกันสลบ

 

ห้างร้านที่นี่ปิดกันเร็ว เปิดทำการจันทร์ถึงเสาร์ ปิดทุ่มหนึ่งทุกวัน ยกเว้นวันพฤหัสจะปิดสามทุ่ม วันอาทิตยืปิดสนิททุกห้าง ยกเว้นภัตตาคาร ร้านขายบุหรี่และร้านขายของที่ระลึกบางแห่ง ซึ่งทุกแห่งที่เปิดวันอาทิตย์ บอกได้เลยว่าไม่ใช่ของคนสวิส ส่วนมากเจ้าของจะเป็นแขก หรือไม่ก็ชาวเอเชีย ใครว่าคนไทยขี้เกียจกันนะ เราว่าคนสวิสขี้เกียจกว่าอีก ไม่เห็นจะขยันทำมาหากินเลย เวลาห้างจะปิด รีบปิดบันไดเลื่อนไล่ลูกค้าเลยด้วย ซื้อของยังขี้เกียจจะใส่ถุงให้ลูกค้าเลย แต่ ขสมก ที่นี่เปิดบริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดนะ และส่วนมากก็จะตรงเวลามาก ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถราง รถไฟ หรือรถทัวร์ (เคยนั่งมาหมดแล้ว เก๋าโจ๋ไหมละ) ที่ป้ายรถเมล์ทุกป้ายจะมีตารางติดไว้ว่ารถเมล์หรือรถรางสายนี้จะมาที่ป้ายนี้ตอนกี่โมง นี่คงเป็นสาเหตุที่เราเห็นคนที่นี่เร่งรีบจ้ำเอ้าตามควายตั้งแต่ตอนแรก เพราะเขาคงกะไว้แล้วว่าจะขึ้นรถสายนี้ตอนกี่โมง ต้องรีบไปให้ถึงป้ายให้ทันรถ บางป้ายจะมีบอร์ดดิจิตอลขึ้นไว้ด้วยว่าต้องรอสายนี้อีกกี่นาที (ถ่ายรูปมาด้วยดูด้วยล่ะ) พอขึ้นบนรถ ก็จะมีจอบอกว่าตอนนี้ถึงป้ายไหนแล้ว ป้ายทุกป้ายมีชื่อหมด บ้านเราใช่พี่กระเป๋ารถเมล์บอกให้เท่ห์ซะไม่มี  ใครจะขึ้นจะลงต้องกดออดด้วย คนขับพี่แกทำหน้าที่ขับให้ตรงเวลาอย่างเดียวเลยจริง ๆ

 

ตอนก่อนที่เราจะมา ฝรั่งและพี่คนไทยที่ออฟฟิศหลายคนยืนยันเป็นเสียงเดียวว่าเจนีวาน่าเบื่อมาก เพราะเป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีอะไร ในความคิดเรา เอาเป็นว่า ที่นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่เมืองท่องเทียวแล้วกัน ไม่ค่อยเห็นบริษัททัวร์ที่เมืองไทยรวมเอาเจนีวาเข้าไปในโปรแกรมทัวร์เท่าไหร่ เป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่วุ่นวาย คนอยู่ประมาณสี่แสน ผู้คนเขาไม่ชาตินิยมเหยียดผิว เพราะที่นี่มีหลายเชื้อชาติเหลือเกิน คงไม่รู้จะนิยมชาติไหน มีภัตตาคารของแทบจะทุกประเทศก็ว่าได้ โรงแรมตั้งติดกันเป็นแนว ให้คนมาได้เลือกกันตามสบาย ที่นี่ไม่ค่อยมีสถานที่ท่องเทียวอะไร และนักท่องเที่ยวที่เห็นดูจะเป็นนักท่องเที่ยวจำเป็นมากกว่า ประมาณว่ามาทำงานที่นี่ เลยแวะชมเมือง เพราะมีแค่น้ำพุยักษ์ที่บอก นาฬิกาที่เป็นรูปดอกไม้ ทะเลสาปแค่นั้นจริง ๆ นอกจากนี้ก็จะมีพิพิธภัณฑ์นาฬิกา Patek Philippe พิพิธภัณฑ์เซรามิค สวนพฤกษศาสตร์  ที่เหลือคงเป็นองค์การระหว่างประเทศทั้งหลาย

 

เขาก็มีย่านช้อปปิ้งที่ชื่อ Center of Confederation อันเป็นชื่อถนนสายยาวประมาณห้าหกกิโลเมตร ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์เนม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง และอีกมากมาย ผู้คนหนาแน่นเป็นพิเศษตอนวันเสาร์  รถราไม่ติดเหมือนบ้านเรา ค่าที่จอดรถโหด ต้องหยอดเหรียญและจอดได้ครั้งหนึ่งไม่เกินเก้าสิบนาทีเท่านั้น มอเตอร์ไซด์มีให้เห็นเหมือนกัน จักรยานก็เยอะ และอาชญากรรมอย่างหนึ่งที่เกิดบ่อยที่สุดที่นี่ก็คือ การขโมยจักรยานนี่แหละ บ้านเราขโมยรถป้ายแดงไปขายขเมร ที่นี่ชอบขโมยจักรยาน ค่านิยมประเทศรวย ๆ นี่แปลกดีเหมือนกันเนอะ

 

 

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: