Blossom Stories : Enjoy every minute of life

March 12, 2007

Geneva that you don’t know

Filed under: Travel — blossom2219 @ 3:24 pm

12 มีนาคม 2550

 

มาอยู่ได้สี่อาทิตย์แล้ว (ดิฉันนับทุกอาทิตย์ขอบอก อย่าว่ากัน) ขอนินทาประชาชนชาวสวิสเพื่อความเพลิดเพลินเสียหน่อยเถอะ ตอนที่มาเที่ยวกับทัวร์เมื่อปีที่แล้ว ไกด์ทัวร์บอกว่าคนสวิสน่ารักที่สุด เป็นคนใจดีมีเมตตา ใจเย็นชอบช่วยเหลือคนอื่น ตอนนั้นเราไปเที่ยวที่ลูเซิร์นอันเป็นเมืองท่องเที่ยวตากอากาศของเรา ก็ได้เจอคนใจดีอย่างที่ว่าจริง ๆ แหละ ประมาณว่ามีน้ำใจเห็นเราเป็นผู้หญิงผลัดกันเต๊ะท่าถ่ายรูปเดี่ยวอยู่ ก็มาอาสาจะช่วยถ่ายรูปให้ โดยยังไม่ได้ขอเลย อีกอย่างเป็นเมืองท่องเที่ยวเนอะ ก็ต้องทำตัวน่ารักกันหน่อย ไม่งั้นนักท่องเที่ยวที่ไหนจะอยากมา ผู้คนเขาก็ขับรถเรียบร้อย ไม่เคยได้ยินเสียงบีบแตรเลย (คงเพราะเป็นทุ่งนา) ได้ยินแต่เสียงกระดิ่งที่ห้อยคอวัวเดินไปเดินมา ธรรมชาติสุดฤทธิ์

 

แต่คราวนี้มาอยู่เจนีวานี่ ภาพพจน์ของชาวสวิส (ในสายตาเรา) เปลี๊ยนไป๋ เนื่องจากที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองนานาชาติเมืองหนึ่งของโลก ผู้คนที่อยู่ที่นี่ก็เลยหน้าตานานาชาติไปด้วยเนอะ คนผิวดำและเอเชียเยอะมาก ส่วนพวกผมทองด้วยกันก็ไม่รู้ว่ามาจากไหนกันมั่ง คนสวิสแท้หน้าตาเป็นยังไงเราไม่ค่อยแน่ใจ และด้วยความที่เงินมาจากหลาย ๆ ชาติ อะไรอะไรก็เลยแพงมากถึงมากที่สุด เพื่อนที่ทำงานมีหลายคนเป็นคนฝรั่งเศส มาทำงานทึ่นี่ ก็เห็นมันบ่นเช้าบ่นเย็นว่างานไม่สนุก งานเครียด งานเยอะน่าเบื่อ แต่ไม่ยักกะยอมลาออก ทั้งนี้ก็เพราะถ้าเขาทำงานอย่างเดียวกันในประเทศเขา เขาจะได้เงินน้อยกว่านี้หลายเท่าเลย คงไม่มีปัญญามีรถขับ หรือจ่ายค่าเช่าอพาร์ธเมนท์อย่างที่เป็นอยู่ คนสวิสเองแท้ ๆ ยังไปซื้อบ้านที่ฝรั่งเศสเลยเพราะที่นั่นถูกกว่า ได้ทั้งบ้านทั้งที่ดิน ขณะที่เจนีวาเองไม่มีที่ว่างสำหรับปลูกบ้าน แค่หาอพาร์ธเมนท์ให้ได้ก็เก่งแล้ว โรงแรมไม่ต้องพูดถึงแพงทุกที่

 

จากการสังเกตุ เราเห็นว่าในตัวเมืองเจนีวาเอง ผู้คนขับรถกันน่ากลัวมาก ขนาดรถเมล์เลี้ยวโค้งเกือบหักศอกไม่มีการแตะเบรกเลย ซิ่งสุด ๆ เวลาข้ามถนนอย่าได้ข้ามตรงที่ไม่ใช่ทางม้าลาย เพราะคนขับรถที่นี่โรคจิตชอบเร่งเครื่องจะพุ่งมาชนเสียให้ได้ เหมือนจะสั่งสอนว่าต้องข้ามตรงทางม้าลาย โหดว่ะ มอเตอร์ไซค์ที่นี่ก็ขยันซิ่งดีจังทั้งที่อากาศหนาว ขนส่งมวลชนดีแต่แพงมาก อย่างค่าตั๋วเดือนที่เคยเล่าให้ฟังว่าเดือนละเจ็ดสิบฟรังก์หรือประมาณสองพันหนึ่งร้อยบาทนั้น คนที่นี่บางคนก็ไม่มีตังค์ซื้อ แต่ก็มั่วนิ่มขึ้นรถเมล์ วันดีคืนดีที่นายตรวจขึ้นมา เขาจะรีบหนีลง แต่นายตรวจจับไว้จะให้จ่ายค่าปรับ ไม่มีตังค์เขาก็พาไปเข้าคุกเลย อยู่ที่นี่ได้ยินเสียงรถพยาบาลทุกวัน เช้า กลางวัน เย็น ตอนแรกนึกว่าไฟไหม้ เห็นพี่คนที่อยู่ที่นี่มานานเขาบอกว่า คนสวิสมีคนแก่เยอะและเป็นโรคหัวใจกันเยอะมาก ที่วิ่งทุกวันก็ด้วยเหตุฉุกเฉินแบบนี้ ที่แย่คือคนแก่พวกนี้อยู่คนเดียว ตามสไตล์เมืองฝรั่ง คือลูกหลานแยกย้ายหายสูญหมดฟังแล้วเศร้า

 

เวลาขึ้นรถเมล์ที่นี่ บางทีเห็นคนจูงหมาขึ้นมาด้วย บางทีเห็นเดินในห้างก็อุ้มหมากันด้วย ดูแล้วแปลก ๆ ประมาณว่าชีวิตนี้รักหมามาก แบบว่าเป็นเพื่อนกัน เพราะคนที่นี่ไม่ค่อยมีเพื่อน แก่ตัวไปบางทีไม่มีใครก็เหงา มีแต่หมา เจนีวาไม่มีหมาข้างถนน หมาทุกตัวที่นี่มีเจ้าของ จดทะเบียนเรียบร้อย ปล่อยหมาเดินเพ่นพ่านไม่ได้เด็ดขาด ต้องมีโซ่ลากปลอกคออย่างดี ปล่อยไปกัดชาวบ้านโดนฟ้องร้องล่มจมแน่ หมาต้องเสียค่ารถเมล์ด้วยล่ะ บางทีพ่อแม่เข็นรถลูกขึ้นมาบนรถเมล์แล้วก็ต้องยืนอยู่กับคุณหมา เฮ้อ

 

มาอยู่ที่นี่เราชอบอ่านหนังสือพิมพ์ที่เขาแจกฟรีตอนเช้า ๆ อ่านมาได้สี่อาทิตย์แล้วไม่ค่อยเห็นข่าวตีรันฟันแทงกันเลย ดูประเทศชาติสงบสุขจัง เห็นแต่ข่าวดารานักร้องพาดหัวหน้าหนึ่ง ข่าวดี ๆ น่ารัก ๆ แต่เห็นพี่เขาบอกว่าสื่อมวลชนที่นี่รักษาภาพพจน์ประเทศชาติมาก ไม่มีการเผยแพร่ข่าวที่น่ากลัว (อันนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ) เหมือนปิดข่าว อย่างคนที่นี่อัตราการฆ่าตัวตายสูงมาก ชอบกระโดดให้รถไฟชน เจ้าหน้าที่เขามาเก็บชิ้นส่วนกันด้วยความรวดเร็ว เพราะขนส่งมวลชนที่นี่ตรงเวลาทุกนาทีเป๊ะเสมอ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมีการสายขึ้นมา ก็สงสัยกันได้เลยว่ามีเหตุ แต่ไม่มีทางได้เห็นข่าวหรอกนะ เราฟังแล้วเหวอมาก เขาบอกว่าเพราะเรื่องค่าครองชีพสูง งานหายาก คนที่นี่เลยเครียดมาก ฟังแล้วอึ้งไปเลย

 

ตอนนี้เจนีวามีงานแสดงรถยนต์ซึ่งเป็นงานที่ว่ากันว่ายิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลก มีรถดี ๆ มาแสดงในงานเยอะ คงประมาณมอเตอร์โชว์บ้านเรา ตอนแรกก็กะจะไปดูอยู่หรอก แต่มาคิดอีกที ค่าเข้าชมงานสามร้อยบาท เข้าไปถ่ายรูปกับรถเนี่ยนะ เห็นว่าเดินสี่ชั่วโมงก็ไม่ทั่วเพราะรถเยอะมาก ไม่ทราบว่าประเทศไทยมีเสนอข่าวหรือเปล่า มีดารานักร้องดัง ๆ ที่รู้จักคนหนึ่งก็ชากีร่า มาเซ็นชื่อไว้หน้ารถด้วย เราเองก็ไม่ได้รู้เรื่องรถมากมายขนาดนั้นก็เลยไม่ไป แต่เชื่อไหมว่างานนี้มีคนให้ความสนใจเยอะมาก จากฝรั่งเศส อิตาลี หรือหลายประเทศพากันมาดูงานรถนี่แหละ รถติดให้เห็นในเจนีวาอย่างกับเป็นสิ่งมหัศจรรย์แน่ะ เราได้ไปสืบมาแล้วว่าที่นี่เขาก็มีพวกพริตตี้ยืนตามบูธรถเหมือนกัน แต่ขอโทษ พริตตี้เขาไม่ได้แต่งโป๊เปลือยหวือหวาแบบบ้านเราหรอกนะ ชุดกระโปรงดูดีมีสไตล์มิดชิด ทุกคนเป็นเด็กมหาวิทยาลัยพูดได้คนละสามภาษาเป็นอย่างน้อย รายได้จากการทำงานสิบกว่าวันนี้ประมาณสามพันถึงห้าพันสวิสฟรังก์ เห็นหนังสือพิมพ์ลงว่าเป็นบ่อเงินบ่อทองของนักศึกษาเลย

 

เราว่าการมาทำงานหรือมาใช้ชีวิตเมืองนอกนี่มันไม่ค่อยยากอะไรหรอก ถ้าพูดภาษาเขาได้ หรือขนาดพูดฝรั่งเศสไม่ได้เราก็ไม่เห็นเขาจะอดกันนะ อีกอย่างที่ควรจะมีก็คือเพื่อนที่เป็นที่คนท้องถิ่นดี ๆ สักคน เพราะต่อให้เราพูดภาษาได้ ลุยดะได้ (เพราะกางแผนที่เอา) แต่คนท้องถิ่นจะสามารถบอกเคล็ดลับหรือพาไปหาของกินของใช้ราคาไม่แพงได้ อย่างเพื่อนที่ทำงานคนหนึ่ง เป็นคนฝรั่งเศส บ้านอยู่ฝรั่งเศสเลย เธอพิสมัยคนเอเชียเลยเอ็นดูเราและเพื่อนเป็นพิเศษก็พาไปกันอาหารไทยที่ร้านในฝรั่งเศส ตอนแรกเราก็เริ่มเซ็งเพราะกินมาหลายร้านแล้ว ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แพงอีกต่างหาก แต่ร้านที่เธอพาไปนี่ชื่อ Royal Thai อยู่ในเมือง Ferney Voltaire อันเป็นเมืองชายแดนฝรั่งเศส เป็นบุฟเฟ่ต์กินไม่อั้น คนละ 11 ยูโร ประมาณห้าร้อยกว่าบาทละกันเอ้า แต่อาหารถูกใจจอร์จและซาร่ามากขอบอก คือมีข้าวผัด (อันนี้งั้น ๆ) มีกุ้งชุบแป้งทอดตัวโต ผัดกระเพราะเนื้อ สัปปะรดชุบแป้งทอด (คิดได้ไงเนี่ย) ปูอัด ปอเปี๊ยะทอด น้ำซุปรสชาติเปรี้ยวแบบต้มยำกุ้ง หมูหรือไก่สะเต๊ะ ใช้ซอสศรีราชาเลยนะ มีของหวานให้ตักเป็นฟรุตสลัด ลำไยกระป๋อง ไอศกรีมด้วย เราว่ากินแล้วคุ้ม แบบลุกตักจนพอใจหลายรอบเลย จำชื่อร้านและทางไปไว้ วันหลังกะมากันเองเพราะนั่งรถเมล์ข้ามมาไม่เสียตังค์ เห็นเอาชื่อประเทศไทยมาทำมาหากิน แต่ในร้านยังไม่เห็นคนไทยสักคนเลยอ่ะ มีแต่อาหมวยอาตี๋หน้าตาเชิดเต็มร้าน

 

อย่างร้านอาหารไทยที่เจนีวามีให้เห็นหลายร้าน แถวที่ทำงานมีอยู่ร้านหนึ่งชื่อร้านภูเก็ต ข้างบ้านเราติดโรงแรมเลยชื่อฮังกี้ (เหมือนจะอยากบอกว่า hungry ที่แปลว่าหิว แต่อาแปะคงไม่สันทัดภาษาอังกฤษมั๊ง) ฟาสต์ฟู้ดที่เคยไปกินประจำชื่อ Mike Wong ใกล้ ๆ แถวนี้ก็มีร้านสวนมะพร้าว ไปกินทีก็ข้าวราดผัดเปรี้ยวหวานประมาณสิบห้าฟรังก์ สี่ร้อยห้าสิบบาทเนอะ กินได้อย่างเดียว เพิ่มอีกนิดกินได้อีกตั้งหลายอย่างที่ฝรั่งเศสน่ะ หรือถ้าเป็นแซนวิชตามแผงทั่วไปอันหนึ่งก็เจ็ดฟรังก์ เย็นชืดกลืนแทบไม่ลง โชคดีที่ห้องพักมีห้องครัวใหญ่โต กว้างขวาง มีหม้อ ไห กะทะ ตะหลิว จานชาม พร้อมสรรพ ก็เลยใช้บริการซะหน่อย สามีบอกว่ากลับไปต้องให้ทำให้กินบ้าง จ๊าก เกรงใจจัง เป็นห่วงท้องไส้ของทุกคนนะ อย่าเสี่ยงเลย ที่ทำเนี่ยก็เป็นการประทังชีวิตไป เมนูไม่ได้พิสดารหรือสร้างสรรค์ อย่างซื้อขนมปัง ไส้กรอกแผ่นบางไว้ในตู้ เช้ามาก็เอาขนมปังเข้าเตาอบ ทามายองเนส ราดซอสมะเขือเทศ ใส่ใส้กรอกหลายอัน แค่นั้นเอง เวลาเบื่อก็มาม่า ยำยำ ตบท้ายด้วยผลไม้ ถ้ากลับไปบ้านเราให้ทำกินเองก็คงไม่เอาหรอก เพราะบ้านเราออกมาหน้าปากซอยสะดวกกว่า ค่ารถก็ไม่เสีย เส้นเล็กน้ำไม่งอกยี่สิบห้าบาทแสนอร่อย ที่นี่ไม่มีร้านขายของริมทาง หมดสนุกไปเยอะเลย คุณภาพชีวิตอะไรก็ไม่รู้ อนามัยจัดแต่ก็เห็นขี้โรคกันออก ร้านขายยาเต็มบ้าน รถพยาบาลวิ่งกันทั้งวัน กรุงเทพฯ บ้านเราควันดำแค่ไหน เราก็แข็งแรง รถติดก็เดิน

 

อยู่มานานก็เพิ่งจะรู้ว่าย่านที่เราอยู่ที่ก็น่ากลัวเหมือนกัน คือเป็นย่านที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟอย่างที่เคยบอก ไปมาสะดวก แต่มันค่อนข้างกลางเมืองก็เลยประกอบไปด้วยโต๊ะสนุกเกอร์ ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ มีบาร์เล็ก ๆ ร้านขายหนังสือแขก ร้านขายของชำแขก ของเอเชียก็มี ร้านเช่าวีซีดีและดีวีดี มีร้านตัดผมซึ่งเจ้าของร้านและช่างเป็นคนดำ ดูน่ากลัว ลึกไปอีกหน่อย ซึ่งเรายังไม่เคยไปและจะไม่ไปด้วย เขาว่าเป็นถนนชื่อปากี เป็นเส้นที่จะมีโสเภณียืนขายบริการอยู่เยอะมาก และมีคนเอเชียเยอะด้วย ค่าบริการครั้งละหนึ่งร้อยฟรังก์ เป็นราคามาตรฐาน (อันนี้อ่านเจอจากหนังสือพิมพ์ย่ะ) แต่ก็มีเด็กใหม่ตัดราคาเหลือสี่สิบหกสิบฟรังก์ก็มี ที่นี่ไม่มีอาบอบนวด จะว่าไปก็มีหลายอย่างเหมือนบ้านเราแหละ เพียงแต่บ้านเราร้อน ต้องเข้าไปเดินตากแอร์กันในห้าง แต่ที่นี่เดินข้างนอกแดดออกแต่อาจหนาวสั่นกึก ๆ ต้องเข้าไปตากเครื่องทำความร้อนตามห้าง ทรมานกว่ากันเยอะ บ้านเราต่อให้ไม่ต้องเข้าไปในห้าง ก็เห็นพ่อค้าแม่ค้ายังยิ้มได้อยู่ริมถนน มีน้ำแข็งเปล่าเป็ปซี่ให้ชื่นใจก็พอ (ยังไม่รวมกล้วยปิ้ง ปลาหมึกย่าง รถขายผลไม้ ส้มตำปูปลาร้า ก๋วยเตี๋ยวหลอด) ที่นี่ดูบนถนนได้เลย ทำเป็นเดินเล่นไป แป็ปเดียวก็ต้องวิ่งเข้าบ้านกันหมดเพราะหนาวเกิน สงสารเด็กเล็กที่ถ้าไม่อุดอู้อยู่แต่ในบ้าน ดูทีวี ก็ต้องแต่งตัวเป็นข้าวต้มมัดออกมาเดินให้รู้จักแสงแดดข้างนอก

 

สรุปก็คือยังคงนับวันกลับบ้านไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็ตาม อันว่าความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือการขนส่งมวลชนของประเทศเขา ได้มาเห็นก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิต ได้มาอยู่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ ได้มาทำงานถือว่าเป็นเกียรติเป็นความภาคภูมิใจ แต่ Home is where the heart is ค่ะ และคนไทย (อย่างดิฉัน) ก็ต้องเหมาะกับประเทศไทยที่สุด Yo Yo🙂

1 Comment »

  1. เขียนได้ไงเนี่ยะ เก่งๆ ไปเป็นคอลัมนิสได้เลย อ่านแล้วสนุกดี ได้สาระด้วย :) 

    Comment by Unknown — April 6, 2007 @ 11:44 pm | Reply


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: