Blossom Stories : Enjoy every minute of life

March 6, 2007

เที่ยวตลาดนัดฝรั่ง

Filed under: Travel — blossom2219 @ 4:12 am

6 มีนาคม 2550

 

ย่างเข้าอาทิตย์ที่สี่ เริ่มซ่าไม่ค่อยออกเพราะคิดถึงบ้านและครอบครัวอันเป็นที่รักเหลือเกิน เอาดินสอจิ้มปฏิทินที่ทำงานทุกวันจนเป็นรูหมดแล้วก็ยังเหลืออีกหลายวันเหลือเกิน ใครหนอบอกว่าวันนี้ไม่นับวันกลับไม่คิด ของเรานี่นับไปนับมาก็ยังเหลืออีกตั้งสามสิบกว่าวัน เฮ้อ แต่เอาเหอะ ปลอบใจตัวเองว่าใกล้จะถึงครึ่งทางแล้ว สู้กันต่อไปทาเคชิ

 

อากาศที่นี่ก็ยังคงแปรปรวนไม่น่าคบ เอาแน่เอานอนไม่ได้ เป็นลูกเป็นหลานตีตาย เมื่ออาทิตย์ก่อนฝนตก แต่เสาร์อาทิตย์นี้โชคดีหน่อย มีแดดให้ได้ชื่นใจอยู่นานและเป็นวันหยุดพอดี เสาร์นี้ได้ฤกษ์ไปเยือน Plainpalais อ่านว่า แปล็งปาเลย์ ซึ่งน้องคนที่ไม่รู้ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า ปันไปเลย ฮากันมันดิ เป็นย่านที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักเรา นั่งรถรางสาย 15 ไปประมาณสามสี่ป้าย ตอนแรกก็กลัวหลงเหมือนกัน แต่พอขึ้นบนรถเขามีเป็นผังเส้นทางขึ้นหน้าจอ เหมือนเส้นทางรถไฟฟ้าบ้านเราที่มันเป็นจุด ๆ ตรงสถานีน่ะ แล้วก็มีชื่อสถานีด้วย แต่ที่นี่ขึ้นบนจอทีวีเลย เราก็คอยนั่งมองไป ถึงปุ๊บต้องรีบลงเพราะมันจอดแป๊บเดียว รถรางบ้านเขาก็วิ่งกันบนถนนเดียวกับรถเมล์นี่แหละ แต่มีสายระโยงระยางกับเสาไฟฟ้าข้างบนโน่น เหมือนสายของรถบั๊มพ์ตามงานวัดน่ะ

 

ลาน Plainpalais นี่เห็นน้องมันว่าหนังสือท่องเที่ยวสวิสยกย่องว่าเป็นสนามหลวง เราก็ขอมาดูกะตาซะหน่อย เราก็ไม่ค่อยได้เดินสนามหลวงอ่ะนะ จึงขอเปรียบว่าคงประมาณจตุจักร บวกตลาดนัดเซียร์รังสิตของเรานั่นเอง ก่อนไปโทรบอกสามีว่าวันนี้จะไปตลาดนัด พี่แกแซวด้วยว่าที่นี่มีตลาดนัดทุกอย่างยี่สิบ

ฟรังก์เหรอ เราก็นึกอยู่เหมือนกันแหละว่ามันจะมีเหรอ พอได้มาดูก็ประทับใจจอร์จ (และซาร่า) มาก ด้วยประการทั้งปวง ประการแรกคือนั่งรถไม่ไกล ไม่เหนื่อย ไม่ต้องเสียค่ารถ (ก็บอกว่าซื้อตั๋วเดือนไปแล้ว) ประการที่สอง ข้าวของหลากหลายดีมาก ๆ มีตั้งแต่ของแต่งบ้าน ภาพวาด ของสะสมเก่า ๆ เก๋ไก๋ ล้วนแต่ถูกใจเราทั้งนั้นเลย แต่ไม่ได้ซื้อทุกอันหรอกนะ แค่เดินดูก็มีความสุขแล้ว อย่างภาพวาดเนี่ยก็จะเป็นภาพใส่กรอบแล้ว ดูเก่า ๆ คงมาจากบ้านที่เขาซื้อไป แต่ไม่ชอบภาพที่แต่งไว้เดิมก็เลยเอามาขาย ของแต่งบ้านนี่ก็มีอะไรแปลก ๆ ให้ดูเยอะดี ตู้โบราณสวย ๆ เหมือนสมัยละครสี่แผ่นดินบ้านเราโน่น มีเทปคาสเซทเก่า ๆ แผ่นเสียงเก่า ๆ ดีวีดีก็มี แต่ไปดูแล้วก็ไม่รู้จักซักเรื่อง หนังโป๊ก็มีแอบ ๆ ขายเหมือนกัน แบบเกรงใจ  มีหนังสือเก่าขายเพียบเลย แบบว่าต้องเข้าไปเปิดดู แต่จะให้ซื้อกลับบ้านก็ไม่ไหวเนอะ มันหนัก ประการที่สามอย่างที่เดากันได้ ก็คือราคาไม่แพง อย่าเพิ่งนึกดูถูกว่า มันมีแต่ของเก่า ของมือสองก็เลยราคาไม่แพงนะ ของใหม่เอี่ยมก็มี คล้าย ๆ ตลาดนัดที่ขายทุกอย่างยี่สิบบาท ที่นี่ก็มีนะ สบู่เป็นแพค ฟองน้ำล้างจาน น้ำหอมแบบประมาณขวดละหนึ่งร้อยบาทบ้านเรา แพคเกจสวยหรู เรามานึกดู อ้าว ประเทศแกก็มีของปลอมเหมือนกันนี่หว่า มีของกระจุ๊กกระจิ๊กมากมาย ราคาไม่ถึงฟรังก็ก็มี เราได้แก้วเหล้าใบเล็กมา ซึ่งถูกใจอย่างมาก สองใบหนึ่งฟรังก์ ถูกกว่าบ้านเราอีกขอบอก ตลาดนัดนี้ไม่เลวเลยจริง ๆ

 

เสร็จจากตลาด ก๊วนเราก็พากันไปเดินย่านที่เรียกว่าเมืองเก่าเจนีวา ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากตรงตลาดนัด มีตึกสไตล์เก่า ๆ สวย ๆ เต็มไปหมด ไม่ค่อยรู้ว่ามันเป็นตึกอะไรกันบ้างเพราะคราวนี้ไม่มีไกด์ทัวร์ เอาเป็นว่ามุมไหนดูขึ้นกล้องก็ถ่ายรูปกันใหญ่ เราเดินเข้าไปในสวนแห่งหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นมหาวิทยาลัยเจนีวา มีต้นไม้ใบหญ้าร่มรื่น มีหมากรุกอันใหญ่ที่คนเขาชอบมาเล่นกัน มีในโบรชัวร์นำเที่ยวของเจนีวาด้วย ไม่รู้ประวัติความเป็นมาเหมือนกัน แต่มันเป็นหมากรุกแน่ ๆ เพราะมีกระดานหมากรุก มีเบี้ย มีขุน มีม้า ให้เดิน ย่านนี้เก่า ๆ จริง ๆ เห็นที่เขาสลักไว้ตามรูปปั้นว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. หนึ่งพันห้าร้อยกว่า ๆ อาคารเขายังดูสวยงามคลาสสิคอย่างมาก ในเจนีวาไม่มีไซท์ก่อสร้างให้เห็น เพราะเหมือนกับเมืองเขาเก่ามาก สร้างอะไรต่ออะไรจนเต็มพื้นที่เมืองแล้ว ไม่มีที่จะให้สร้างอะไรอีก

 

เดินจนเมื่อยก็พากันไปหาอะไรกิน วันนี้ได้ไปร้านอาหารเอเชียที่ชี่อ ไมค์ หว่อง อีกที สะกดว่า Mike Wong อาหารไทยที่นี่ค่อยข้างขึ้นชื่อ อย่าง ผัดไทย ต้มข่าไก่ ผัดกระเพราะนี่ รู้จักกันไปหมด หน้าร้านมีเมนูของหวานติด มีรูปข้าวต้มมัดกับขนมถ้วยด้วย โอย คิดถึงบ้าน

 

 คราวนี้ได้เจอกับแม่ครัวคนไทยสองคน เราก็ไปทำหน้าเจ๋อถามป้าจ๋า มีข้าวผัดพริกแกง ไหม แบบผัดพริกขิงที่ชอบกินน่ะ แต่บังเอิญมันไม่มีก็เลยสั่งผัดเปรี้ยวหวานมากิน ป้าเขาถามว่าเอาพริกน้ำปลาไหมหนู โห เราดีใจน้ำตาไหลเลย ป้าแกทำให้เต็มถ้วย น้องที่มาด้วยเธอจ้วงเอาจ้วงเอาอย่างเอร็ดอร่อย ข้าวร้านนี้นิ่มเหมือนแม่หุงเองเลย คลุกกับน้ำปลาทิพรส เราเลยกินซะเกลี้ยง เดินไปถามป้าแกอีกทีว่าที่ร้านมีน้ำแข็งไหม เพราะตั้งกะมาเจนีวานี่ยังไม่ได้กินเป็ปซี่น้ำแข็งเล้ย ไปถามที่ไหนเขาก็บอกว่าเป๊ปซี่เย็นเจี๊ยบอยู่แล้ว จะเอาน้ำแข็งทำไม อากาศก็หนาว อุวะ ไอ้พวกนี้ไม่รู้เรื่องเลย มันต้องเป็ปซี่น้ำแข็ง ถึงจะชื่นใจ (ถ้าจะให้ดีแบบถูกใจเราก็ต้องรอให้น้ำแข็งละอายปนกับเป็ปซี่หน่อยด้วย) ป้าบอกว่ามี เราก็เลยเอาเป็ปซี่แก้วกลางละกันป้า น้ำแข็งเยอะ ๆ เลยนะป้า ป้าก็ใจดีบอกกับคุณตี๋เจ้าของร้านซึ่งทำหน้าที่เป็นแคชเชียร์ว่า อีหนูจะเอาเป็ปซี่แก้วกลางใส่น้ำแข็งเยอะ ๆ ส่งภาษาฝรั่งเศสด้วยนะ ทำเอาไอ้น้องเราอึ้งทึ่งไปเลย อาตี๋ก็ใส่ให้แค่ครึ่งแก้ว เราก็บอกว่าไม่เอา จะเอาน้ำแข็งอีก อาตี๋ก็บอกว่าได้น้ำนิดเดียว ป้าก็บอกว่าไม่เป็นไร เราจะเอาน้ำแข็งเยอะ ๆ แล้วป้าก็หันไปบ่นกับตัวเองเป็นภาษาไทย แต่เราได้ยินด้วยว่า ไอ้ตี๋ มึงนี่เข้าใจยากนะเนี่ย เราหัวเราะจนแทบลงไปกลิ้ง ไม่รู้ว่าคุณเจ้าของร้านจะรู้หรือเปล่าว่าโดนลูกจ้างกับลูกค้ารวมหัวกันด่าระยะเผาขนแบบนี้

 

ก่อนจะออกจากร้านก็ไปลาป้า พร้อมสัมภาษณ์กันเล็กน้อย ป้าแกใจดีจัง คุยด้วยแล้วรู้สึกอบอุ่น ไม่เหมือนพวกคนไทยที่ดูเชิดเริดหยิ่ง เวลาที่เจอตามร้านอาหารหรือห้างหรู ๆ ยังกลับกลัวเราจะไปขอความช่วยเหลือหรือขอตังค์มัน ป้าแกบอกว่าแกมาอยู่นานแล้ว แต่ก็กลับบ้านทุกปี ลูกแกโตแล้ว อีกคนจะแต่งงาน ซึ่งแกก็จะกลับไปตอนสงกรานต์นี้แหละ ป้าแกว่าแกก็คิดถึงบ้าน อยู่ที่นี่แกอาศัยเก็บเล็กผสมน้อยเอา เราเดาว่าแกคงจะบอกว่าทำงานที่นี่คงเงินดี เก็บเงินได้เยอะกว่าบ้านเราแหละ ซึ่งเราว่าคงจริง ถ้าตามร้านอาหารบ้านเรา คงได้เดือนละสามพันอย่างมาก อยู่ที่นี่ก็เป็นลูกจ้างเหมือนกัน แต่คิดเป็นเงินไทยแล้วคงเยอะกว่ามาก แถมทำงานอย่างนี้แกได้กินอาหารไทยทุกมื้อด้วยนะ ไม่ต้องมาทนเลี่ยนกับพวกแซนวิช ขนมปัง พาสต้า และชีส ที่แค่นึกก็อยากจะอ้วกเหมือนกับเรา

 

บ่ายวันนี้ เรายังไม่ยอมกลับบ้าน นั่งรถเมล์สายเอฟ (ไอ้สายที่นั่งไปทำงานนั่นแหละ) ข้ามไปเที่ยวฝรั่งเศสโน่นเลย ฟังแล้วเท่ห์น่าดู ไปเที่ยวฝรั่งเศสมาด้วย แหมนะ ก็นั่งรถจากที่ทำงานไปแค่สิบนาทีเองมั้ง ผ่านด่านตรวจเขาไปได้สบาย ๆ ไม่เห็นมีใครมาตรวจอะไรเลย นึกเสียดายค่าวีซ่าเชงเก้นตั้งเกือบสามพันบาท ไม่น่าขอเลย ทำหน้าตาเฉย มั่วนิ่มเข้ามาก็ไม่เห็นมีใครจะสนใจ พูดเล่นหรอกนะ ห้ามทำเป็นอันขาด เพราะพวกตรวจคนเข้าเมืองพวกนี้ เอาแน่ไม่ได้ เป็นเกมจิตวิทยานิด ๆ เวลาเราไม่มีละก็ ชอบตรวจกันนัก และถ้าไม่เอกสารให้ตรวจ ละก็ โดนปรับแบบไม่ได้กลับเมืองไทยแน่

 

เรานั่งรถไปลงที่เมือง Ferney Voltaire อันเป็นเมืองชายแดนเล็ก ๆ ตรงรอยต่อของประเทศสวิสเซอร์แลนด์และประเทศฝรั่งเศส (เอ ตามชายแดนเขาไม่ยักมีค่ายผู้อพยพนะ ฮา) มีซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้านขายของ ให้พอได้เดินเลือกได้พอสมควร เป็นเมืองที่เงียบ ๆ เรียบร้อย น่ารักดี เราได้เข้าไปสำรวจของกินของใช้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่นี่ ซึ่งเขาว่ากันว่าถูกกว่าเจนีวา เห็นแล้วเราก็จะเป็นลมตาย เพราะมันถุกกว่าเยอะมาก เมื่อวันก่อนเราซื้อส้มไปสองโล ราคาสี่ฟรังก์กว่า ประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบบาท แต่ที่ฝรั่งเศสนี่สองโล หนึ่งยูโรสามสิบ ประมาณแปดสิบกว่าบาทเอ้า โห เล่นแบบนี้เลย มิน่า คนที่ทำงานในเจนีวาถึงพักอยู่ในฝรั่งเศสเยอะมาก เพราะค่าครองชีพถูกกว่าเยอะ ไปสการ์ดในเจนีวาใบละหนึ่งฟรังก์อย่างน้อย ก็ประมาณสามสิบบาทเนอะ ที่นี่สองใบหนึ่งยูโร สี่สิบหกบาท มีไวน์หลายราคา ต่ำสุดไม่ถึงยูโรก็มี เชื่อเขาเลย สรุปก็คือ เจนีวา เป็นเมืองที่ค่าครองชีพแพงมาก ๆ ทุกอย่างแพงไปหมด ทุกอย่างเงียบสนิทในวันอาทิตย์  ห้ามส่งเสียงดังหลังสี่ทุ่ม ไม่งั้นจะโดนเพื่อนบ้านแจ้งตำรวจจับเอาได้ กดชักโครกหลังสี่ทุ่มก็ไม่ได้นะ ขอบอก

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: