Blossom Stories : Enjoy every minute of life

March 1, 2007

จดหมายถึงลูก

Filed under: Travel — blossom2219 @ 10:37 pm

28 กุมภาพันธ์ 2550

 

อุ๊ก อุ๊ก ลูกรัก อย่าเสียใจไปเลยนะลูกที่ไม่ได้มาเจนีวากับแม่ แม่คิดถึงอุ๊กทุกลมหายใจแม้ว่าชีวิตประจำของแม่ที่เมืองนี้จะน่าเบื่อเหลือเกิน เริ่มจากการตื่นเช้าใส่เสื้อคลุมไปรอรถเมล์ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ อุณหภูมิประมาณสองถึงแปดองศา แม่ยืนสั่นแล้วสั่นอีกจนบางทีรู้สึกเจ็บแปลบตามกระดูกซี่โครงเพราะว่าเกร็งมาก ๆ ปกติแม่ก็ไม่ค่อยชอบอากาศหนาวอยู่แล้วด้วย แต่พอต้องอยู่แบบนี้ก็ปรับตัวให้ทนได้ เวลาออกมาข้างนอกก็สวมเสื้อผ้าหนา ๆ ใส่หมวก ใส่ถุงมือเข้า นั่งรถเมล์บางทียังไม่ทันหายหนาวดีก็ลง เดินตากอากาศหนาวอีกประมาณร้อยเมตรไปที่ตึกออฟฟิศที่แม่ทำงาน

 

ห้องทำงานแม่อยู่ชั้นสาม ต้องขึ้นลิฟท์เก่า ๆ ไป ลิฟท์รุ่นเก่าที่ฉลาดจัง กดหมายเลขชั้นแทบตายไฟก็ไม่ติด แต่ลิฟท์ก์ขึ้นไปจอดชั้นนั้นได้เอง ห้องแม่มีหน้าต่างสองบานใหญ่อย่างที่เคยถ่ายรูปส่งมาให้ดูน่ะ โต๊ะทำงานเก่า ๆ มีเครื่องพิมพ์ดีดด้วยนะ ตอนแรกแม่นึกว่าแม่นั่งยานเจาะเวลามาลงผิดยุคซะอีก ที่ไหนได้ วันดีคืนดีแม่ยังได้ยินเสียงคนแถวนี้เขาพิมพ์ดีดก๊อกแก๊กกันอยู่เลย สมกับเป็นองค์กรที่ตั้งมาแล้วห้าสิบกว่าปีไหมเนี่ย มีโรงอาหารเล็ก ๆ อยู่ชั้นล่าง แม่ชอบแอบลงไปกินโอวัลตินร้อน ๆ เวลาง่วงขึ้นมา ให้มันรู้สึกอุ่นสบายท้อง ไม่อร่อยเหมือนคุณยายชงให้หนูหรอก แค่พอกินได้ ตอนกลางวัน แม่ก็ต้องวิ่งฝ่าลมหนาวออกไปกินข้าว (จริง ๆ แล้วไม่มีข้าวนะลูกที่นี่) ที่ตึกใกล้เคียงเพราะโรงอาหารของที่ทำงานแม่มันเล็กเกินไป อาหารไม่พอกิน กินเสร็จก็วิ่งกลับมาที่ทำงานอีก เลิกงานก็นั่งรถกลับบ้าน

 

แม่มาอยู่ได้สามอาทิตย์แล้ว เพิ่งจะนั่งรถเมล์กลับบ้านคนเดียวเป็นครั้งแรกวันนี้เอง ลงถูกป้าย ภาคภูมิใจน่าดู ทุกทีจะกลับกับน้ายู้ แต่วันนี้ขอบินเดี่ยว ก็เพราะอยากจะแวะซื้อนมกับกล้วยหอมมากิน ที่นี้ห้างร้านปิดตอนทุ่มหนึ่ง กว่าแม่จะเลิกงาน กว่าจะนั่งรถมา บางวันฝนตก (ทั้งที่อากาศก็หนาวอยู่แล้ว) รถก็ติดเหมือนบ้านเราเหมือนกันนะ ร้านปิดเกือบหมดแล้ว วันเสาร์ก็เปิดแค่หกโมงเย็น วันอาทิตย์ปิดหมดเลย ถ้าไม่รีบตุนซื้อของไว้บ้าง เสาร์อาทิตย์หิวขึ้นมาจะลำบาก ถ้าอุ๊กมาด้วย แม่ก็ไม่รู้จะพาไปเที่ยวไหนดี เพราะเขาปิดกันหมด ที่สำคัญแม่ลองไปสำรวจมา ห้างที่นี่ไม่เห็นมีบ้านบอลที่หนูชอบเลย ของเล่นหยอดเหรียญก็เห็นมีแค่ห้างละตัวเดียวเอง เป็นรูปหมู รูปช้าง ไม่มีเครื่องบินให้ขับเหมือนบิ๊กซีบ้านเราเลย แผนกขายของเล่นที่นี่ก็ไม่เห็นมีบาร์นีย์เลย มีแต่ตัวอะไรก็ไม่รู้ แม่ก็ไม่รู้จัก

 

ตอนนั่งรถเมล์ แม่มองเห็นสนามเด็กเล่นอยู่บ้าง แต่สีมันไม่สวยเหมือนลานตะวันยิ้มที่สวนลุมหรอกนะลูก ที่สำคัญมันอยู่กลางแจ้ง อากาศหนาวซะขนาดนั้น มือหนูคงแข็งจนปีนป่ายอะไรกับเขาไม่ไหว เด็กที่นี่ก็ไม่เห็นออกมาเล่นกันเลยเพราะหนาว ถ้าให้อยู่แต่ในห้องที่โรงแรมที่แม่พักก็คงอึดอัดกันแย่ทั้งพ่อทั้งลูก แต่ก็ไม่แน่เนอะ เอาไว้ถ้าอุ๊กโตกว่านี้ ป๊ามาด้วยได้ และถ้าเขาเกิดให้แม่มาอีก เราก็มากันก็ได้ ป่านนั้นแม่คงชำนาญเส้นทางบ้านเขาเยอะแล้วล่ะ จริง ๆ แล้วบ้านเมืองเขาก็สวยดี ถ่ายรูปออกมาขื้นกล้องเชียวละ แต่มันออกจะเงียบเชียบเรียบร้อยไปซักหน่อย ที่สำคัญไม่ค่อยมีอาหารอร่อย ๆ เหมือนบ้านเรา แม่ยังไม่เคยได้กินบะหมี่เกี๊ยวอร่อย ๆ ข้าวผัดปู ปลาทูทอด ก๋วยจั๊บ ข้าวมันไก่ เลย ที่นี่มีแต่อาหารฝรั่งซึ่งเลี่ยนมาก ผลไม้ก็มีแต่ราคาแพงโคตร เมื่อวานแม่ซื้อส้มลูกโตมาสองกิโล 140 บาท รสชาติก็แปลก ๆ ด้วยนะ แม่ซื้อชอคโกเลตฝากอุ๊กเพียบเลย เขาบอกกันว่าช๊อคโกเลตที่นี่อร่อยเหลือหลาย ประมาณว่าอร่อยที่สุดในโลก แม่ไม่รู้หรอกนะเพราะแม่ไม่ค่อยชอบช็อคโกเลต

 

มาอยู่ที่นี่ แม่ต้องทำกับข้าวกินเอง ไม่มีหม้อหุงข้าวแบบบ้านคุณยายหรอก ก็เลยได้แต่ต้มมาม่ากิน สลับกับต้มซุปมักโรนีไปตามเรื่องตามราว แม่กินได้แต่ไม่กล้าให้ใครเขามากินด้วยหรอกนะ เดี๋ยวท้องไส้เสียยุ่ง แต่เมื่อวานทำอาหารอิตาเลียนให้น้ายู้กินแล้ว ซึ่งเธอก็ยังดูปลอดภัยดี ที่นี่แม่ไม่ต้องลงไปหยอดเหรียญเติมน้ำแบบสวนพลูนะ เพราะแม่ดื่มน้ำจากก๊อก น้ำเขาสะอาด ดื่มได้ แม่ดื่มตั้งกะตอนมาถึงก็ยังโอเคอยู่ ทำอาหารก็ใช้น้ำก๊อกนี่แหละ ประหยัดดีเหมือนกัน บางคนเขาซื้อน้ำขวดกินกัน ราคาก็ไม่แพงมาก แต่แม่ว่ามันหนัก แบกไม่ไหว กินข้าวเสร็จก็ต้องล้างจานชามเอง เออ ตั้งแต่มาที่นี่แม่ยังไม่เคยเห็นตัวประหลาดเลย ไม่ว่าจะเป็นมด ยุง แมลงวัน หรือ แมลงสาป สงสัยมันจะหนาวตายกันหมดหรือไงนี่แหละ

 

ตอนกลางคืนแม่นอนขดแล้วขดอีกเพราะหนาว ขนาดว่าในห้องมีเครื่องทำความร้อนแล้วเท้าก็ยังเย็นเจี๊ยบจนแม่ต้องใส่ถุงเท้านอนเหมือนหนูเลย ก่อนนอนแม่ก็สวดมนต์ทุกคืนเหมือนเดิมถึงแม้จะไม่มีหิ้งพระ ขอให้อุ๊กแข็งแรง ให้ป๊าแข็งแรง ให้คุณตาคุณยายแข็งแรงกันถ้วนหน้า พอแม่กลับไปจะได้พากันไปเที่ยวทะเลให้สนุกไปเลยเนอะ แล้ววันศุกร์แม่จะโทรไปหาใหม่นะ เราจะได้เห็นหน้ากันทางกล้องอีก บางทีแม่ก็กลัวว่าอุ๊กจะงอแงเกิดถามขึ้นมาเหมือนกันว่าทำไมแม่ยังไม่กลับอีก ทำไมคุยกันตั้งหลายทีก็ยังไม่เห็นกลับ สองเดือนนี่มันนานนะ แม่ก็ไม่รู้จะบอกให้หนูเข้าใจยังไง แต่เชื่อเถอะว่าแม่กลับแน่ ๆ หัวใจแม่คงถึงเมืองไทยตั้งแต่ยังไม่ได้เช็คอินที่แอร์พอร์ตเลยซ้ำลูกเอ๋ย แล้วเจอกันค่ะ

 

1 มีนาคม 2550

 

ขึ้นเดือนใหม่ซะที คราวนี้ถ้าได้คุยกับลูกอีก ก็จะบอกได้เต็มปากว่าแม่จะกลับเดือนหน้า ใกล้แล้ว ชีวิตที่นี่เงียบเหงาจริง ๆ ไม่ได้เงียบเหงาเพราะบ้านเมืองเขาหรอก แต่เงียบเหงาเพราะแม่อยู่คนเดียว และก็เพราะอีกหลายส่วนของชีวิตแม่หายไป อยู่ที่นี่แม่มีแค่งาน ตื่นเช้าแต่งตัวไปทำงาน ตกเย็นนั่งรถกลับบ้าน อยู่ในห้องกว้างใหญ่คนเดียว ไม่รู้จะคุยกับใคร ไม่ค่อยมีอะไรทำ (ผ้าก็ไม่ซัก ฮา ขวดนมไม่มีให้ล้าง) เสาร์อาทิตย์ก็เหนื่อยจนไม่อยากไปไหน อากาศข้างนอกก็ไม่ค่อยเป็นใจด้วย อยู่แต่ในห้องก็ยิ่งเหงาน่าดู

 

ชีวิตแม่มีรากฐานนะ ก็แม่เกิดมาจากคุณตาคุณยาย ทั้งสองท่านเป็นคนให้ชีวิตแม่ ให้ความรัก ให้ความอบอุ่น ให้การศึกษา และให้ทุกอย่างที่คนที่เป็นพ่อแม่จะให้ได้ จนทำให้แม่มีวันนี้และเป็นอย่างนี้ และแม่ก็มีป๊านะ ซึ่งเป็นเหมือนเพื่อน พี่ เป็นคู่ชีวิต ที่คอยช่วยดูแลกัน (และบางทีก็ทะเลาะกัน) มาหลายปี เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแม่ แต่งงานกันก็มีอุ๊ก อุ๊ก ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชือไข เป็นตัวแทนความรักของเราสองคน เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่หนูอยู่ในท้องแม่เนอะ ความผูกพันก็ต้องยิ่งใหญ่เป็นธรรมดา แม่รู้สึกผูกพันกับคุณตาคุณยาย ป๊าและหนู นั่นเป็นรากเหง้า เป็นเหมือนสายเลือดที่หล่อหลอมจนแตกกิ่งก้านสาขาออกมาเป็นแม่ แต่ตอนนี้แม่อยู่คนเดียวที่นี่ แม่รู้สึกชีวิตมันโหวงเหวงมาก ลึก ๆ แล้วมันรู้สึกเหงาจนเจ็บแปลบ เพราะเราไม่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า แม่มีแค่งานจริง ๆ ที่นี่ เป็นเหมือนหุ่นยนต์ แต่ความรู้สึกมีชีวิตชีวาหายไปถนัด

 

ตอนที่แม่รู้ว่าจะได้มาที่นี่ แม่ดีใจจัง เพราะมันแสดงถึงความก้าวหน้าอย่างหนึ่งของหน้าที่การงานที่แม่ก็ตั้งใจทำมาตั้งนาน แต่แม่ก็รู้ว่าเวลามันไม่เหมาะเจาะเอาเลย เพราะแม่ไม่ใช่คนโสด แม่มีครอบครัว แต่ครั้นจะพากันมาทั้งหมดตอนนี้ก็ยังไม่ได้ ครั้นจะรอให้เหมาะกว่านี้ ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นตอนไหน จริง ๆ แล้วไม่มีใครจะมาบังคับให้เราทำอะไรโดยที่เราไม่ยินยอมได่หรอกลูก ที่ทำงานก็ไม่ได้บังคับแม่ แม่อยากมาเองด้วยเพราะเห้นว่าเป็นโอกาสที่ดีในการมาเรียนรู้งานกับเพื่อนร่วมงานที่แม่คงต้องติดต่อด้วยไปอีกนาน ได้มาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหรูหราและประเทศที่เขาว่าสวยและรวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แม่ไม่ได้เสียเงินเสียทองอะไร แถมท่าทางจะหอบเงินกลับไปบ้านเยอะด้วยสิ แต่สิ่งหนึ่งที่เสียไปและไม่อาจเทียบมูลค่าได้เลยก็คือเวลา เวลาที่แม่ไม่ได้ทำหน้าที่แม่ หน้าที่ภรรยา และหน้าที่ลูกที่ควรจะต้องดูแลคุณตาคุณยาย ไม่เคยมีสักนาทีที่แม่จะอยู่ที่นี่แล้วไม่รู้สึกถึงความสูญเสียข้อนี้

 

งานที่เขาให้แม่ทำที่นี่หนักหนาเอาการเหมือนกัน เป็นอะไรที่แม่ก็ไม่เคยได้ทำมาก่อน เรียกว่าเป็นบทพิสูจน์และเป็นความท้าทาย แต่แม่ว่ามันไม่ยาก จริง ๆ แล้วไม่มีงานอะไรยากเลย คนจากประเทศเราทำได้สบายมาก ถ้าแม่ทำได้ ใครใครก็ทำได้ จิ๊บ จิ๊บมาก ผู้ใหญ่หลายคนบอกว่าแม่มีศักยภาพที่จะก้าวมาเป็นพนักงานระดับสูงที่นี่ได้เลย แต่แม่ไม่เคยมองอย่างนั้นเลยเชี่อสิ นั่นไม่ใช่เป้าหมายการทำงานของแม่ ความทะเยอทะยานของแม่คือการมีความสุขกับงานและเงินที่หาได้ตอนอยู่บ้านเราแล้ว ความสมดุลของงานและชีวิตส่วนตัวที่บ้านเราด้วย ถ้าให้มาอยู่ที่เจนีวาคนเดียวอีก แล้วได้เงินเยอะกว่าหลาย ๆ เท่า แบบว่าทำงานเพื่อปลดหนี้ แม่ไม่เอาเด็ดขาด การอยู่ห่างจากพ่อแม่ ลูก สามี ตั้งหลายพันไมล์ แบบนี้เพื่อความก้าวหน้าในการงาน ไม่คุ้มเลย และถ้าเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่แม่อยู่ที่นี่ แม่คงนึกเสียใจไม่ตลอดชีวิตว่าแม่ไม่ได้อยู่กับพวกเราด้วย

 

มีคนไทยและคนเอเชียอยู่ที่นี่กันเยอะ ที่ทำงานแม่ก็มี เหมือนเขาจะอยู่คนเดียวด้วย แต่นั่นก็เข้าใจไม่ยาก แม่แน่ใจว่าเพราะเขาคงไม่มีครอบครัว หรือ ไม่มีอะไรให้กลับไปหาในประเทศบ้านเกิดก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นความก้าวหน้าในการงานและการมีรายได้เยอะๆ  อยู่ในเมืองศิวิไลซ์มันก็คงทำให้เขารู้สึกดีกว่าอยู่บ้าน คุณภาพชีวิตที่นี่ดีกว่าบ้านเรามาก อากาศบริสุทธิ์ สาธารณูปโภคดี จริงๆ แล้วถ้าอุ๊ก กับ ป๊า มาอยู่กับแม่ที่นี่ ชีวิตแม่คงสมบูรณ์ขึ้นเยอะ เสร็จจากงานก็ยังจะได้เจอหน้ากัน วนเวียนอยู่ในที่พักอันเป็นบ้านอบอุ่นของเรา ได้ดูแลกัน นอนเบียดกันบนเตียง แต่แม่ก็คงคิดถึงและเป็นห่วงคุณตาคุณยายอยู่ดี เพราะท่านสองคนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแม่ จริง ๆ แล้วแม่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของท่านสองคน เราก็ไม่ควรแยกจากกันจริงไหม เหมือนที่แม่ก็ไม่ควรแยกจากอุ๊กกับป๊า

 

สรุปก็คือแม่คิดถึงก๊วนพวกเรานะ เดือนหน้าลูก เดือนหน้าแม่จะได้กลับบ้านแล้วจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: