Blossom Stories : Enjoy every minute of life

February 26, 2007

Geneva Here I Come – Chapter 7

Filed under: Travel — blossom2219 @ 4:05 pm

24 กุมภาพันธ์ 2550

 

หมดไปสองอาทิตย์แล้ว ดีใจจัง เหลืออีกหกอาทิตย์เท่านั้น (ปลอบใจตัวเอง จริง ๆ อยากบอกว่า อีกตั้งหกอาทิตย์แน่ะ) ที่ทำงานก็งั้น ๆ เริ่มปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรของที่นี่ได้แล้ว ก้ต่างคนต่างทำงานไป โดยไม่ค่อยรู้ว่าอีกคนทำอะไรอยู่ แต่ต้องทำตัวให้ดูยุ่งไว้ตลอดเวลา ให้ดูมีงานเยอะแยะท่วมหัวจนรับไม่ค่อยไหว เดินก้าวฉับ ๆ ด้วยความว่องไวจนเกือบวิ่ง เหมือนจะต้องรีบทำงานสำคัญให้เสร็จซะที แล้วก็ต้องบ่นให้คนอื่นได้รู้บ้าง เหมือนเป็นการพีอาร์ตัวเองไปในตัว ฟังแล้วเหมือนเลวร้าย แต่ก็ไม่เท่าไหร่หรอก พอทน อาทิตย์นี้เราก็มีโอกาสได้ทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้นด้วย เป็นการเข้าไปเล่นกับระบบการสรรหาจัดจ้างที่เป็นโปรแกรมออกแบบมาเพื่อองค์กรเราโดยเฉพาะ ได้มีส่วน prescreening ผู้สมัครตำแหน่งที่จะไปประจำตามเมืองที่มีปัญหาอย่างอิรัก ด้วย สนุกดี

 

เมื่อวันพฤหัสได้มีโอกาสคุยกับอุ๊ก อุ๊ก และพ่อมันโดยเห็นหน้าเห็นตาแบบ real time ผ่านกล้องเว็บแคมที่อุตส่าห์หอบหิ้วมาเป็นครั้งแรก ตื่นเต้นดีใจสุดสุด ได้ยินเสียงลูกชัดเจนดังสนั่นลั่นออฟฟิศจนฝรั่งหลายคนมากันมามุงดูราวกับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เพราะแม่มันเปิดเสียงโน้ตบุคไว้ดังลั่น สุดเลย ข้างฝ่ายลูกสาวก็ร้องเพลงไว้ใจได้กา ของลานนา ข้ามทวีปให้แม่ฟัง แถมด้วยเสียงไอ เพราะเจ็บคออีกต่างหาก กลัวโดนว่าก็กลัวล่ะนะ แต่เป็นไงก็เป็นกัน ครอบครัวฉันก็มีแค่นี้และก็สำคัญกับฉันไม่ได้น้อยไปกว่าชีวิตฉันนี่นา ถ้าคิดจะรับฉันเข้ามาทำงาน ก็ควรรู้ไว้ด้วยว่าดิฉันมาพร้อมกับแพคเกจ ไม่ได้มาตัวเปล่า เหอ เหอ

 

จะว่าไปก็เริ่มจะชินกับชีวิตในเจนีวาบ้างแล้ว ด้วยความที่มันเป็นเมืองเล็ก ๆ เงียบ ๆ เรียบร้อย จันทร์ถึงศุกร์หมดไปกับการทำงาน นั่งรถไปกลับที่ทำงาน มีค่าใช้จ่ายจริง ๆ วันหนึ่งไปถึงสิบห้าฟรังก์ (ประมาณสี่ร้อยห้าสิบบาท) ก็คืออาหารกลางวัน แพงมากน้อยแล้วแต่เมนูที่เลือก เราเป็นขาประจำพาสต้าราดซอสมะเขือเทศบ้าง ซอสครีมเห็ดบ้าง แถมด้วยมันบดอีกหน่อย น้ำเปล่าที่โรงอาหารนี้ฟรี ก็ประมาณมื้อละ เก้าฟรังก์ ที่เหลือก็มีกินโกโก้ร้อนแก้วละ 1.90 ฟรังก์ ตอนคลายเครียด ตกเย็นก็แวะซุปเปอร์มาร์เก็ตซื้อของไว้ทำกินบ้าง คอยดูตรงที่มันลดราคาเป็นพิเศษ ร้านรวงที่นี่จะปิดทุ่มหนึ่ง ยกเว้นวันพฤหัสจะปิดตอนสามทุ่ม เหมือนจะให้ซื้อของตุนไว้สำหรับวันหยุด ส่วนวันเสาร์จะปิดตอนหกโมงเย็นให้พนักงานได้รีบพัก และวันอาทิตย์ทุกอย่างปิดสนิท ต้องคอยจำไว้เหมือนกัน ไม่งั้นจะไม่มีอะไรกิน หรืออาจจะต้องหัวโตเพราะกินแต่มาม่าได้

 

บ้านเมืองที่นี่เรียบร้อย ไม่ค่อยมีอะไร แต่ละคนที่นี่หน้าตานานาชาติกันเยอะ ทั้งผิวดำ เอเชีย แขก ผมทอง เอเชียที่บอกจะหนักไปทาง จีน เวียดนาม กัมพูชานะ เห็นว่าที่ทำงานเรามีคนไทยอยู่คนหนึ่งซึ่งอยู่เจนีวามานานโขอยู่ แต่เรายังไม่เคยเจอ บางทีเวลาเดินช้อปปิ้งวันหยุดก็เคยเจอคนไทยเหมือนกัน ได้ยินเขาพูดภาษาไทย เขาเองก็นั่งกินข้าวโต๊ะติดเราก็ต้องได้ยินเราเหมือนกัน เราก็พยายามมองจะทักทาย แต่เขาเดินผ่านเชิดหน้าไม่สนใจซะงั้น แปลกดี ถ้าเป็นตาสีตาสาริมถนนบ้านเรา เวลาหลงทางตรงไหน หรือซื้อของที่แกขายนิด ๆ หน่อย ๆ แกก็เต็มใจช่วยสุดฤทธิ์ แต่นี่เหมือนไม่ได้มาจากประเทศเดียวกันเลย แปลกจัง เราเคยได้ยินว่าคนไทยตามแอลเอ หรือ ออสเตรเลีย เขาถึงขนาดมีสมาคมคนไทย ที่เจนีวานี่สงสัยไม่มีหรอก หยิ่งกันซะขนาดนั้น เราก็ไม่ได้จะไปขอความช่วยเหลือหรือขอเงินเขาซะหน่อย เราว่าคนไทยที่อยู่เมืองนอกนี่แปลก ๆ ชอบกล

 

เมื่อวันก่อนเจอเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งมาจากอเมริกา เป็นคนผิวดำผู้หญิง ก็คุยกันเรื่องเบี้ยเลี้ยง เราค่อนข้างแปลกใจที่เขาบ่นว่าที่เจนีวาของแพง เรานึกว่าเราเป็นคนเดียวซะอีก เพราะเรามาจากประเทศที่ค่าเงินไม่แกร่งเท่าเขาเนอะ (หมายถึงเงินบาทไทยเทียบกับสวิสฟรังก์) ที่ไหนได้ คนจากอเมริกันดอลลาร์เองยังบอกแพงเลย เราเล่าว่าเราซื้อกระดาษทิชชูที่นี่หกม้วน 4.20 ฟรังก์ คูณดูสิ ตกม้วนละยี่สิบกว่าบาท เขาบอกว่าที่อเมริกาแค่ .90 ดอลลาร์ คือประมาณ สามสิบบาทเอง เพื่อนที่ทำงานเราซึ่งเป็นชาวอิตาลีคนหนึ่งและคนฝรั่งเศสอีกคนก็บอกเหมือนกันว่าค่าครองชีพที่เจนีวาสูง ทุกอย่างราคาแพงหมด เราก็นึกไม่ออกอะนะว่าถ้าต้องมาอยู่นี่จริง ๆ ต้องทำงานมีเงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะพอ

 

แอบสังเกตุเอาเองว่าประเทศนี้เมืองนี้ฮวงจุ้ยดีไม่หยอก คือมีทะเลสาป และภูเขาตามหลักเป๊ะ มิน่าถึงรวยขนาดนี้ เราคิดเอานะ ทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไหลมาเทมาได้ไปหมด อย่างทุ่งหญ้านี่ก็เลี้ยงวัวกันเยอะแยะ มีนมมีช็อคโกเลตส่งออก ผู้คนใจเย็นแบบสบาย ๆ ทำนาฬิกาอย่างตั้งอกตั้งใจก็ดังไปทั่วโลก เรือนละเป็นแสน ภูมิประเทศสวยงามน่าท่องเที่ยวไปซะทุกเมือง หิมะค้างอยู่บนภูเขาตั้งหลายปีก็ยังดึงนักท่องเที่ยวไปชมเก็บตังค์ได้ทุกปี

 

การขนส่งคมนาคมของเขาดีมาก ๆ ตามแบบฉบับประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างตั้งแต่มาอยู่ ต้องนั่งรถเมล์ทุกวัน รถเมล์เขาจะมาตรงเวลาทุกวันเหมือนกัน บนรถเมล์มีป้ายบอกว่าป้ายต่อไปคืออะไร จอดตรงป้าย ไม่หลง วันนี้บังเอิญมีโอกาสได้นั่งรถไฟ รถไฟพี่แกก็ตรงเวลาเป๊ะอีกเหมือนกัน บอกว่าจะออกตอน 16.17 น ก็ออกจริง ๆ ผู้คนเขาก็คงเป็นคนอ่านออกเขียนได้เยอะ ตอนเช้ามีหนังสือพิมพ์แจกฟรีถึงสองฉบับ หยิบกันได้ตามอัธยาศัย น้องที่ทำงานซึ่งอ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ออกยังหยิบเอาทุกวัน เธอว่าจะเอาไปห่อผ้าอนามัย ดูมันสิ หนังสือพิมพ์สองฉบับนี้ชื่อ 20 Minutes กับ Le Matin Bleu ขนาดเท่ากันเป๊ะ เราชอบหยิบมาฝึกอ่านภาษาฝรั่งเศส กะจะขนกลับบ้านสักสิบฉบับเหมือนกัน เผื่อจะไว้แต่งตำราสอนภาษาฝรั่งเศส ให้คนที่มาทำงานที่เจนีวา ฮา

 

วันนี้เราได้นั่งรถไฟไปเมืองโลซาน (Lausanne) ตามแผนการทัวร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอทำได้ตามอัตภาพ ค่ารถไฟไปกลับ 40 ฟรังก์ ใช้เวลานั่งรถประมาณสามสิบนาที เราก็ไม่ค่อยแน่ใจนะว่าเมืองนี้เขาดังเรื่องอะไรแน่ ใครว่าสวยเราว่าเมืองเขาหน้าตาเหมือนกันทั้งสวิสนี่แหละ (ท้องฟ้าบวกภูเขาบวกทะเลสาป ถูกต้องนะคร้าบ)  เนื่องจากเป็นเมืองที่ไม่ไกลจากเจนีวามาก เรียกว่าอยู่ย่านเดียวกันคงได้ ผู้คนก็เลยยังพูดภาษาฝรั่งเศสกันอยู่อย่างแรงกล้า ซี่งก็ดีเพราะเราไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ เวลาถามทาง เป็นการตะลุยเที่ยวโดยไม่มีมัคคุเทศน์ เปิดหนังสือที่เขาเล่ามา ลงจากสถานีรถไฟก็แวะเข้าศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวของเขา กางแผนที่แล้วก็เดิน เดิน เดิน ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีตังค์จะซื้อตั๋วรถเมล์ บวกกับซื้อแล้วไม่คุ้มเพราะเราไม่รู้ว่าจะนั่งสายไหนไปไหนได้บ้าง และก็เห็นว่าเมืองมันกะติ๊ดเดียวก็เลยเดินกัน ปรากฎว่าเมืองพี่แกมีทางลาด ทางชัน ตามแนวหุบเขา ตึกรามบ้านช่องก็สร้างกันลาด ๆ เอียง ๆ แบบนั้น ผู้คนจอดรถก็จอดกันเอียง ๆ แบบนั้นแหละ บางทีรถวิ่งสวนขึ้นมาเอียง ๆ ก็มี ฮาดี แต่ตอนเดินขึ้นนี้ ต้องใส่เกียร์ต่ำ เหนื่อยโคตร อากาศก็หนาวเนอะ วันนี้ 10 องศาเซลเซียส และซ้ำร้ายฝนตกปรอย ๆ เฮ้อ เมฆดำปี๋อยู่ทั้งวัน เหมือนจะหัวเราะฮ่า ฮ่า อยู่ในใจว่าบอกแล้วว่าไม่ต้องมา

 

เราแวะถ่ายรูปที่วิหารใหญ่สองแห่งของโลซานที่เขาว่าสวย และก็เดินตามย่านช้อปปิ้งของเขา ที่นี่หรูหราไม่เท่าเจนีวา ดูจากสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ (ที่นี่ไม่มีร้าน Hermes ด้วยฮะฮ่า) ร้านหลุยส์วิตตองของเราก็ไม่มี ร้านนาฬิกาก็น้อยกว่ามาก แต่มีห้างเยอะ นอกจากห้าง Manor ซึ่งเราเคยเดินที่เจนีวา แล้วที่โลซานมีห้างอีกหลายห้าง เช่น C&A ซึ่งกำลังลดราคามั้ง มีสินค้าสวย ๆ ราคาถูกเยอะเลย เช่น ผ้าพันคอ สวย ๆ ซื้อจากบ้านเราก็หลายร้อย วันนี้ลดเหลือ 3 ฟรังก์ ตก 90 บาทเองง่ะ เสื้อกันหนาวสวย ๆ อย่างที่เราขนมา ตอนนี้ลดเหลือตัวละ 5 ฟรังก์ โห ถูกมาก ๆ ผู้คนก็ไม่ได้แย่งกันมากมาย เดินกันสบาย ๆ เราว่ามาแบบนี้ดีกว่ามากับทัวร์เยอะเลย เพราะคุณไกด์ได้แต่พาไปร้านที่เขามีเอี่ยวด้วย ซึ่งราคาไม่ถูก ถ้าเราได้มาอยู่เองอย่างนี้ แล้วพอรู้ทางบ้าง หาซื้อเองอย่างนี้ถูกกว่าเยอะมาก อย่างช็อคโกเลตของฝาก จำได้ว่าตอนนั้นเราแวะลูเซิร์นแล้วซื้อฝากที่บ้านแพคหนึ่งเกือบสิบฟรังก์ มีอยู่ห้าชิ้น แต่ตอนนี้แพคใหญ่สิบชิ้น ราคาแค่เจ็ด

ฟรังก์ ตกชิ้นหนึ่งไม่ถึงสามสิบบาทเลย หรือแม้แต่นาฬิกา ที่สวิสมีนาฬิกามากมายหลายยี่ห้อ ก็ทำในสวิสกันทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องแพงเหมือนโรเล็กซ์หรือฟิลิปปส์ ชาร์ริออล หรือ ปาเต็ค ฟิลิปป์ ยี่ห้ออย่าง Swiss Military ก็ไม่แพง หรือแบบหน้าปัดมีรูปธงสวิสราคาไม่ถึงหนึ่งพันบาทก็มี

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: