Blossom Stories : Enjoy every minute of life

February 19, 2007

Geneva Here I Come – Chapter 2

Filed under: Travel — blossom2219 @ 3:09 pm

สิบสามกุมภา

 

วันแรกของการทำงาน อากาศหนาวเหน็บ ฝนตกปรอย ๆ ทรมานสุด ๆ ที่โรงแรมมีบริการอาหารเช้าที่เรียกว่า swiss breakfast ด้วยนะ ค่าบริการคนละสิบฟรังก์ ก็สองร้อยแปดสิบบาท ต้องลองซะหน่อย เพราะยังไม่ทันได้ทำอะไรกินเอง ปรากฎว่าเป็นครัวซองเย็นชืดกับขนมปังก้อนแข็งโป๊กเย็นชืดไม่แพ้กัน เนยแยม น้ำผลไม้รสชาติไม่ได้เรื่องหนึ่งแก้ว และโกโก้ร้อน พอที พรุ่งนี้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่านัดเจอกับน้องที่ทำงานตรงป้ายรถเมล์แถวโรงแรมเรา เพราะเขาต้องมาขึ้นรถอีกต่อที่นี่อยู่แล้ว เราแต่งตัวเรียบร้อยเพราะทำงานฝ่ายบุคคลเนอะ กางเกงยีนส์วันแรกมันจะเสียสถาบันไปหน่อย เดี๋ยวไว้ไปดูลาดเลาก่อน นั่งรถสายแปดไปที่ทำงานด้วยกัน แปดโมงครึ่งที่แผนกเรายังไม่มีใครมาเลย เห็นว่าหน้าหนาวเลยมาสายกัน มีงี้ด้วย เราก็เตร็ดเตร่ไปมาหาที่นั่ง แล้วก็เลยเข้าไปสิงสถิตอยู่ที่ห้องทำงานห้องหนึ่งซึ่งเจ้าของเดิมในแผนกลาออกไปแล้ว มีสาวน้อยที่เป็นเหมือนเลขาแผนกมาตามไอทีให้ช่วยเซ็ตเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ให้เรา ซึ่งทั้งสองคนพูดภาษาฝรั่งเศสกันใหญ่ราวกับเราไม่เข้าใจ แต่พอเราแจมด้วย ก็หันมาทำตาโตแปลกใจกันใหญ่เหมือนกัน ทั้งสองคนดูใจดี น่ารัก เพราะยังไม่ค่อยแก่เท่าไหร่ (พาเราไปกินโกโก้ร้อนด้วย) แต่พอได้เจอกับเจ้าหน้าที่แผนกเราจริง ๆ นั้นลมจะใส่ แต่ละคนดูหยิ่งมาก ไม่เป็นมิตรเอาเลย อายุราวกับปูชนียบุคคลขององค์กร แหะ แหะ อาจจะเว่อร์ไปหน่อย เอาเป็นว่าทุกคนแก่กว่าเราทั้งนั้นแล้วกัน ยกเว้นแม่หนูผู้ช่วยแผนก เหมือนจะงงว่าเรามาทำอะไรที่นี่บวกกับรู้สึกถูกคุกคามราวกับเราจะมาแย่งงานเขา อยากจะบอกเขาว่าไม่แปลกหรอก เพราะเราเองก็ยังไม่ค่อยรู้ว่าเราจะมาทำอะไรที่นี่เหมือนกันอ่ะ แต่เส้นใหญ่เลยได้มา จ๊าก

 

ตอนใกล้เที่ยง คนที่เราต้องทำงานด้วยมาบอกว่าเขามีนัดทานอาหารเที่ยงแล้ว แต่วันหลังจะไปด้วยกัน แล้วถามว่าเรารู้จักใครที่นี่หรือเปล่า (ประมาณว่าเอาตัวรอดเองแล้วกัน) เราก็เออ เออ เพื่อนฉันก็มาทำงานอยู่ แกจะไปไหนก็ไปเหอะ น้องคนเดิมพาไปกินอาหารกลางวันที่โรงอาหารขององค์การอนามัยโลกซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ย่านนี้มีแต่สำนักงานใหญ่ขององค์การระหว่างประเทศตระกูลเดียวกันทั้งนั้น ทั้งองค์การสื่อสารโทรคมนาคม กาชาดสากล สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยของสหประชาติ องค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือไอแอลโอ ทุกอย่างใช้ชื่อภาษาฝรั่งเศสหมด ป้ายรถเมล์ รถราง ป้ายบอกทาง เพราะฉะนั้นต่อให้พูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ ก็ต้องรู้ว่าชื่อองค์การสถานที่พวกนี้ชื่อภาษาฝรั่งเศสว่าอะไร ไม่งั้นลงไม่ถูกป้ายแน่ แต่เราสบายมาก เพราะมีคนนำทางไง ฮา อย่างที่ทำงานเราอยู่ใกล้กับองค์การอนามัยโลก แต่ถ้าจะบอกเขาว่าจะลงป้าย WHO เขาไม่รู้จักหรอก ต้องบอกว่า OMS ซึ่งย่อมาจาก Organisation Mondiale de la Sante อันเป็นชื่อภาษาฝรั่งเศสเต็มยศขององค์การอนามัยโลก

 

ประมาณหกโมงเย็น ข้างนอกมืดตื๋อ สมควรกลับบ้านอย่างยิ่ง ที่นี่รถเมล์ รถราง จะวิ่งตรงเวลาตามตารางหมด ถ้าออกไปช้าก็ต้องรอคันต่อไปอย่างน้อยห้าถึงสิบนาที ไม่มีการจอดรับส่งนอกป้าย ถ้าจะลงก็ต้องกดออดให้ประตูเปิด จะขึ้นก็ต้องกดปุ่มหน้าประตู คนขับจะได้รู้ว่ามีคนจะขึ้นประตูไหนบ้าง รถเขาคันค่อนข้างยาว มีหลายประตู เวลารถวิ่งไปถึงป้าย เขาจะมีการบอกด้วยว่าเป็นป้ายอะไร บอกเป็นภาษาฝรั่งเศส อ่านออกเสียงด้วยและก็มีหน้าจอดิจิตอลขึ้นเป็นตัวอักษรชื่อป้ายหน้าด้วย คนที่ไม่รู้ภาษานี้คงนึกขำในสำเนียงการออกเสียง เหมือนรถไฟฟ้าบ้านเราที่คอยบอกว่าสถานีต่อไป…อ่ะ อากาศแบบนี้เราว่าต้องตั้งนาฬิกาออกจากที่ทำงานไว้เลยดีกว่า บังเอิญน้องเขาทำงานส่วนงบประมาณซึ่งงานเยอะมาก ก็เลยไม่ค่อยได้กลับเร็ว เราก็ต้องรอก่อนเพราะยังกลับเองไม่ถูก แถมเพื่อนร่วมงานก็น่ารักเหลือเกิน ไม่มีใครมาถามเราเลยด้วยซ้ำว่าเราพักตรงไหน มาทำงานยังไง ซึ้งจริง ๆ

 

ก็ไม่รู้ว่าคนที่ทำงานตรงส่วนที่เรียกว่าสำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติหรือองค์การระหว่างประเทศจะเป็นแบบนี้กันหมดหรือเปล่า คือประมาณหยิ่งหน่อย ๆ เหมือนฉลาดซะเต็มประดา เพราะทำงานอยู่ที่สำนักงานใหญ่ ไม่ใช่สาขาย่อย ๆ แหม ก็สำนักงานใหญ่มันตั้งอยู่ประเทศแกนี่หว่า ลืมไปหรือเปล่า ลองไปตั้งอยู่ประเทศเราดิ เราก็จะได้ชี่อว่าเป็นคนของสำนักงานใหญ่เหมือนกัน แต่เราคงไม่ทำตัวแบบนี้หรอก จริง ๆ แล้วพวกเขาก็คงเป็นคนมีความสามารถกันอยู่หรอก เพราะต้องทำงานด้านนโยบาย ออกกฎคุมทั้งสองร้อยกว่าสำนักงานย่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าฉลาดกว่ากันนี่หว่า เขาก็มาขอให้เราเล่าประสบการณ์ด้านบริหารงานบุคคลให้ฟังว่าทำอะไรมาบ้าง ก่อนจะให้งานชิ้นแรกมาทำ ซึ่งเป็นการค้นคว้าวิจัยด้านนโยบายเรื่องการลาหยุดงาน ต้องหาข้อมูลมาเปรียบเทียบกันระหว่างในหน่วยงานของสหประชาชาติและก็บริษัทเอกชนชั้นนำหลายแห่ง อีกคนก็มาให้ช่วยดูประกาศรับสมัครตำแหน่งว่างในองค์กร อีกคนก็ให้ดูสถิติ ก็พอมีงานทำไปให้คุ้มกับเบี้ยเลี้ยงที่ได้

 

ส่วนมากทุกคนจะสามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้หมด เนื่องจากเป็นภาษาทางการของที่นี่ และเขาก็ดูจะแปลกใจละมังที่คนหัวดำอย่างเราพูดได้ไม่แพ้เขา ให้มันรู้ซะมั่ง อย่ามานินทาแล้วกัน การมาต่างประเทศคราวนี้ต่างกับตอนที่เคยไปอยู่แคนาดาลิบลับเลย ตอนนั้นน่ะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน (วัยรุ่นกำลังน่ารัก ฮา) มีแต่คนสนใจว่ามาทำอะไร เรียนภาษาฝรั่งเศสยากไหม ชอบที่แคนาดาไหม อากาศหนาวไหม เมืองไทยเป็นยังไง ที่นี่นะไม่มีใครมาถามเลย พอเห็นว่าพูดภาษาฝรั่งเศสได้นะ ก็ทำหน้าประมาณว่า ไม่เลวนี่ แล้วก็ไม่สนใจถามคำถามที่แสดงถึงความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อกันเลย เช่น ที่นี่อากาศหนาวไหม เคยมาหรือยัง ชอบหรือเปล่าพักที่ไหน มาทำงานยังไงเนี่ย เป็นคนที่ใจร้ายใจดำเฉยเมยจัง เราก็ไม่ได้น้อยอกน้อยใจอะไรหรอกนะ เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าต้องมาเจอกับอะไรประมาณนี้ ในโลกของการทำงานกับการเรียนมันช่างต่างกันลิบลับ อีกอย่างเขาอุตส่าห์ให้เงินเดือนไม่น้อย แค่นี้ควรดิ้นรนเอาตัวรอดจนมาถึงที่ทำงานได้นะ ประสบการณ์ทำให้เราแกร่งขึ้นเยอะแล้ว แค่นี้จิ๊บ จิ๊บ

 

ผู้คนที่นี่มากมายหลายเชื้อชาติหลายภาษา ดูจากหน้าตาผิวพรรณก็พอจะบอกได้ อย่างที่ทำงานเราเอง หัวหน้าใหญ่เป็นคนอินเดีย หัวหน้าส่วนที่เราทำงานเป็นคนปานามา เพื่อนร่วมงานมีทั้งอิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ สวิส เลบานอน ยังมีเพื่อนที่ทำงานจากฟิลิปปินส์มาด้วย สมกับเป็นองค์การระหว่างประเทศไหมล่ะ

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: