Blossom Stories : Enjoy every minute of life

February 19, 2007

Geneva Here I Come – Chapter 1

Filed under: Travel — blossom2219 @ 3:07 pm

๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕o

 

จะด้วยกรรมเก่าหรือบุญพาวาสนาส่งก็ไม่รู้ละ เราก็ผลักดันตัวเองมาถึงสำนักงานใหญ่ของไอโอเอ็มที่เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์จริง ๆ เหมือนที่เคยแอบฝันไว้เล็ก ๆ เป็นการมาดูงาน ทำงาน ช่วยงาน และฝึกงานกับทางฝ่ายบริหารงานบุคคลของที่นี่เลย เท่ห์น่าดู แต่กว่าจะได้มานี่ต้องเจอหลายขุมเหลือเกิน ขลุกขลักตั้งแต่นาทีแรกที่ได้รู้ว่าจะมาจนถึงนาทีก่อนจะขึ้นเครื่องกันเลย

 

แหม ใคร ๆ ก็รู้ว่าเราน่ะพูดภาษาฝรั่งเศสได้ ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวละมั้งที่ทำงานในสำนักงานที่กรุงเทพฯ ที่พูดภาษานี้ได้ แล้วเจนีวานี่ใคร ๆ ก็บอกว่าเขาพูดฝรั่งเศสกันทั้งบ้านทั้งเมือง โห ถ้าเราได้ไปคงสบายแน่ แต่มันไม่มีอะไรจะให้เราทำได้ที่นั่น ก็ได้แต่กินแห้วกระป๋องมาตั้งนาน คราวนี้ได้สมใจนึก บางลำภูสักที เป็นการเดินทางมาด้วยเรื่องงานในดินแดนศิวิไลซ์กับเขาเสียที คราวที่แล้วที่ไปฟิลิปปินส์ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอก แต่เอเชียกับยุโรปมันก็คนละเรื่องเดียวกันจริงไหม และตัวเราเองรู้สึกเป็นปมด้อยกดดันอยู่เล็ก ๆ ลึก ๆ ตั้งแต่เริ่มทำงานที่แรกแล้วล่ะ ว่าทำไมไอ้คนอื่นที่มันไม่เห็นจะเก่งภาษาต่างประเทศอะไรเลย แต่ได้ไปต่างประเทศกันเกรียวกราวโครมครามง่ายดาย ทำไมเราไม่ได้ไปมั่งฟะ ถึงจะพยายามคิดเข้าข้างตัวเองไปว่า เพราะเราเก่งแล้วนั่นเอง ก็ยังติดใจอยู่นั่นเอง เวลาที่อบรมอะไรต่างประเทศ (ต้องประเทศทางยุโรปนะ) ก็ทำหน้าละห้อยทุกที คราวนี้ขอหน่อยเหอะ ถึงคิวเรามั่ง

 

โชคดีที่ได้บินสายการบินหรูหราอย่างบริติช แอร์เวย์ เพื่อนร่วมงานที่ทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยไปเจนีวามาแล้ว มีแอบค้อนว่าทำไมได้บินสายการบินอันนี้เพราะมันราคาแพงกว่ากันตั้งเยอะ (กฎของออฟฟิศก็คือต้องบินสายที่ถูกที่สุด เห็นเพื่อนร่วมงานจากฟิลิปปินส์เล่าว่าเขาบินสายการบินลุฟท์ฮันซ่าจากมนิลามาเซี่ยงไฮ้หรือกวางเจาเนี่ยแหละ แล้วก็บินมาที่แฟรงเฟิร์ตแล้วก็มาเจนีวา) ปกติที่ทำงานเราเขาบินออสเตรียนแอร์กันแล้วแวะเปลี่ยนเครื่องที่เวียนนาก็หรูจะแย่ อ๊ะ อันนี้ก็ไม่ทราบได้เพราะทางสำนักงานใหญ่เขาจัดแจงจองให้เสร็จน่ะค่ะ เท่ห์เชียวนะ (แอบนึกเท่ห์อยู่คนเดียว) เพราะได้มาแวะที่ลอนดอน แล้วก็บินจากลอนดอนไปเจนีวา หรูจัง พอดีว่าไม่มีเวลาได้ขอวีซ่าสหราชอาณาจักร ไม่งั้นคงจะออกไปดูลอนดอนบริดจ์และหอนาฬิกาบิ๊กเบนกะเขาแน่ เหอ เหอ

 

ก่อนหน้าที่เราจะมา มีน้องที่ทำงานคนหนึ่งในแผนกเดียวกันถูกส่งมารับชะตากรรม เอ๊ย รับมอบหมายงานที่นี่แล้ว มาก่อนเราสักสองสัปดาห์ได้ แถมเป็นน้องที่สนิทกันเป็นอย่างดี (ที่ไปทัวร์ยุโรปด้วยกันเมื่อปีที่แล้ว) เราก็เลยอุ่นใจหน่อย น้องมันก็ดีใจเหมือนกันที่จะมีคนไทยไปเป็นเพื่อนกัน เพียงแต่คราวนี้ต้องแยกย้ายกันเดินทางเท่านั้นเอง ช่วงที่มาทำงานเป็นช่วงฤดูหนาวของเขาพอดี ซึ่งแน่นอนว่าหนาวของแท้ ประมาณหิมะตก อุณหภูมิติดลบ พูดออกมาเป็นไอ มือเย็น เท้าชา หูเย็น จมูกแดง ประมาณนั้น น้องคนนั้นขนเอาเสื้อผ้าหนา ๆ มาเพียบ เห็นเธอว่าใส่กางเกงยีนส์มาทำงานทุกวันอีกต่างหาก เราเองไม่ได้กลัวอากาศหนาวเท่าไหร่เพราะเคยผ่านมาแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน ข้าวของที่ขนมาก็เลยน้อยกว่าเขามาก ทั้งที่สายการบินให้ขนได้ตั้งสามสิบสองกิโล (เพิ่งมารู้ที่สนามบินนั่นแหละ) เราขนเสื้อผ้าใส่ทำงานเหมือนที่ใส่ที่กรุงเทพฯนั่นแหละ แต่เพิ่มเสื้อโค้ทตัวยาว ผ้าพันคอ หมวกไหมพรม รองเท้าหนัง ไม่เอารองเท้าบู๊ทด้วยซ้ำ เพราะไม่กะจะไปเดินลุยหิมะ แหม มันจะหนาวแค่ไหน ตอนกลางวันก็ทำงาน กลางคืนก็นอนอยู่ที่โรงแรม ซึ่งมีเครื่องทำความร้อนตลอด บนรถเมล์ก็มี ต่อให้หนาวแค่ไหนก็คงไม่ทันมือเท้าชา

 

โชคดีที่สามีช่วยเข็นกระเป๋าจนเช็คอินเรียบร้อย เที่ยวบินกำหนดออกตอนเที่ยงคืนสิบนาที รู้สึกว่าออกช้านิดหน่อย เหมือนต้องรอลำอื่นหรืออะไรเนี่ย ฟังไม่ออกว่ะ เครื่องใหญ่หรูหรา มีจอดิจิตอลส่วนตัวทุกที่นั่ง สำหรับดูหนังฟังเพลง เลือกรายการทันสมัยได้เพียบเลย แหมเล่นซะเพลิน เริ่มง่วงนอน เบาะที่นั่งมีที่พิงคออย่างดีเลย นอนสบาย ตื่นมาอีกทีดูนาฬิกาเก้าโมงเช้า แต่นอกหน้าต่างดำปิดปี๋ มืดตื๋อ อะไรฟะ ทำไมมันนานอย่างนี้ จนเที่ยงวันก็ยังมืดตึ๊ดตื๋อ คิดดูดิ บินไปสิบสองชั่วโมง ข้ามน้ำข้ามทะเลข้ามทวีปอะไรก็ไม่รู้ นานจัง ตรงข้างเราว่างเปล่าทั้งสองที่ แต่มีคุณแม่ลูกอ่อนย้ายมานั่งด้วยกลางทาง นั่งริมทางเดิน เว้นว่างตรงกลางไว้ เพราะเธอถูกจับไปนั่งตรงที่นั่งกลางแถวอื่น ซึ่งอึดอัด ลูกเขาอายุเก้าเดือน เป็นเด็กฝรั่งผมทองจากนอร์เวย์ ตัวจ้ำม่ำ เห็นแล้วก็อดนึกถึงลูกเราไม่ได้สิเนอะ เฮ้อ ถามไถ่ได้ความว่าเขาไปพักผ่อนวันหยุดที่หัวหินบ้านเรามาสองอาทิตย์และกำลังจะกลับนอร์เวย์

 

ตอนต่อเครื่องที่ลอนดอน ได้ยินกัปตันบอกว่าอุณหภูมิข้างนอกเก้าองศา แถมฝนตกอยู่ด้วย เซ็งมาก เราจ้ำออกจากเครื่องเพราะต้องไปต่ออีกลำไปเจนีวาในเวลากระชั้นชิดมาก (จริง ๆ ก็ไม่กระชั้นถ้าเกิดเครื่องไม่ดีเลย์) และแล้วก็ตกเครื่องบินเหมือนในหนังเลย ช้าไปนิดเดียว ติดตรงโน้นนิดนี่หน่อย ตรงตรวจความปลอดภัยที่ลอนดอน นอกจากต้องเอาแลปท็อปออกมาให้เขาแสกนแล้ว ยังต้องถอดรองเท้าใส่ตะกร้าให้เขาดูด้วย สงสัยกลัวฝังเครื่องติดตามตัวหรือระเบิดอะไรไว้ใต้ส้นรองเท้าเหมือนในหนัง เฮ้อ สรุปต้องขึ้นเครื่องอีกเที่ยวตอนแปดโมงสามสิบห้า จากเดิมหกโมงห้าสิบ เราเหนื่อยจนสุดประมาณการ เพราะบินมายาวนานไม่รู้โมงยาม แถมต้องแบกเป้โน้ตบุคเดินไปมาไม่รู้จะทำอะไรในสนามบินลอนดอนฮีโธรว์ของอังกฤษอีกตั้งเกือบสองชั่วโมง เลยหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาสามี กดอยู่นานไม่เห็นติดสักที เพราะไม่เคยมีโทรศัพท์มือถือจากเมืองไทยมาใช้ต่างประเทศมาก่อนนี่เนอะ ในที่สุดก็โทรออกได้เพราะนึกได้ว่าต้องกด บวกหกหกด้วย คุยให้หายเซ็ง คุยไปเบลอไป ไอ้ครั้นจะนอนหลับก็ใช่ที่ เดี๋ยวตกเครื่องอีกรอบ

 

คราวนี้พอเปิดเช็คอินปุ๊บ เราเข้าคนแรกเลย ตอนเดินตรงงวงช้างเข้าไปตัวเครื่องก็หนาวสั่นแล้ว แต่กัดฟันเพราะเสื้อโค้ทอยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ซึ่งอยู่ใต้ท้องเครื่องบินโน่น เครื่องที่บินจากลอนดอนไปเจนีวาเล็กกว่าเดิมเยอะ รุ่นอะไรก็จำไม่ได้ แต่ที่แน่ ๆ ผู้คนที่นั่งจากลอนดอนไปเจนีวานั้นหน้าตาเป็นพวกนักธุรกิจอย่างมาก คือไม่ใช่พ่อค้าแม่ค้านะ แต่เป็นพวกคนทำงานอินเตอร์ ดูมีตังค์มีการศึกษา ไม่ใช่คนสวิสทั้งหมดหรอก แม้แต่ฝรั่งด้วยกันก็ยังรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง แต่ละคนใส่สูตรผูกไทอย่างดี เหมือนพร้อมจะไปกล่าวสุนทรพจน์หรือประชุมใหญ่ประจำปีนั่นเลย หน้าตาสวยหล่อแต่ดูไม่เป็นมิตรเลย เราไม่ได้นั่งริมหน้าต่าง แต่นั่งตัวถัดมาแล้วก็มีผู้ชายอีกคนนั่งติดเรา พอเครื่องออกก็ไม่ได้มีใครมานั่งริมหน้าต่าง เรานึกในใจเออดี เสร็จเรา ปรากฎอีตาคนข้างเรามันบอกว่าให้เราเถิบไปนั่งก็ได้ จะได้มีที่ว่างระหว่างกัน ขยับได้สบาย ๆ ฟังดูเหมือนดี แต่วิธีที่เขาพูดเหมือนจะรังเกียจไม่อยากนั่งติดเรายังไงไม่รู้ ฉันไม่ได้เป็นโรคติดต่อนะยะ เราเป็นคนเอเชียคนเดียวบนเครื่องด้วย ขณะที่คนอื่นผมทองกันหมด รู้สึกแปลกแยกชอบกล แต่ช่างมันเถอะ

 

เครื่องบินใช้เวลาบินแค่ชั่วโมงสิบห้านาทีก็ถึงเจนีวาตอนสิบเอ็ดโมงกว่า เจนีวาจะเร็วกว่าลอนดอนหนึ่งชั่วโมง บินไปบินมาปวดหัวเป็นบ้า พอเครื่องลง ทุกคนก็จ้ำเอ้าออกจากเครื่องกันอีก ไม่มีใครรอใคร ไม่มีใครทักทายใครเพราะดูเหมือนไม่มีใครรู้จักกัน ไม่มีใครถามไถ่ให้ความช่วยเหลืออะไร ทั้งที่ทุกคนก็ดูจะบินคนเดียวกันทุกคน ต่างคนต่างลากกระเป๋า ต่างเดินมารอกระเป๋าใบใหญ่ หลายคนเดินแซงเราไปบนทางเดินอัตโนมัติซึ่งเราก็ว่าเราไม่ได้เดินช้าซะหน่อย ไม่ยักรู้ว่าเจนีวานี่มีควายให้ตามด้วย อะไรฟะ เราได้กระเป๋าใหญ่ปุ๊ปก็เปิดหยิบเสื้อกันหนาวกับหมวกใบเท่ห์ ออกไปเรียกแท็กซี่ ที่นี่เขาไม่ต้องเรียกแท๊กซี่ คือเดินไปคันที่จอดอยู่หน้าสุดได้เลย เราก็บอกชื่อโรงแรม ชื่อถนนเรียบร้อย เขาก็ขับรถไป เราพูดภาษาฝรั่งเศสได้ก็เลยไม่รู้สึกลำบากอะไรนักตั้งแต่มาถึง ที่นี่มีมิเตอร์ คนขับแท็กซี่สามารถให้ใบเสร็จได้ด้วย และเราก็ต้องทิปด้วย ค่ารถจากสนามบินไปโรงแรมคิดเป็นเงินไทยประมาณหนึ่งพันบาท มิน่าล่ะคนที่นี่หอบกระเป๋าเดินทางขึ้นรถเมล์ รถราง หรือ รถไฟกันเพียบ แต่เราเบิกได้ เพราะฉะนั้น แท็กซี่ก็แท็กซี่

 

โรงแรมเราอยู่ริมถนนสายเล็ก ๆ แต่ใกล้สถานีรถไฟใหญ่ของเจนีวา ที่ชื่อ Gare de Cornavin เรียกได้ว่าใจกลางเมืองเลยก็ดีไปอย่าง น้องที่มาก่อนพักกันคนละที่ ไกลออกไปอีก ตอนแรกเราก็นึกว่าจะได้พักที่เดียวกัน จะได้ไปทำงานพร้อมกันได้ แต่ปรากฎว่าที่นั่นมีคนจองเต็มตลอดจนสิ้นเดือนมีนาคม

 

เราอ่านจากอินเตอร์เน็ตเจอว่าที่พักในเจนีวาหายากมาก แถมช่วงเดือนมีนาคม ที่นี่จะมีงานที่เรียกว่า salon d’auto ซึ่งเราเดาว่าคล้ายกับมอเตอร์โชว์ แต่เป็นงานระดับโลกที่จัดที่เจนีวาเท่านั้น มีรถมากมายมาโชว์ (ไว้ได้ไปดูก่อนจะขยายความให้ฟังแน่นอน) เลยทำให้ที่พักยิ่งหายาก โรงแรมที่เขาหาให้เราได้นี่ก็นับว่าโอเคมากแล้ว ตอนแรกเราก็กะว่าจะเป็นห้องสตูดิโอเล็ก ๆ เท่าแมวดิ้นตายตามแบบเมืองที่ค่าครองชีพแพง แต่พอลากกระเป๋าเข้าโรงแรม เช็คอิน ขึ้นลิฟท์ เข้าห้อง ก็ดีใจหน่อย เพราะเป็นแบบ

อพาร์ธเมนท์หนึ่งห้องนอน คือมีห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องครัว เป็นสัดเป็นส่วน กว้างขวาง โอ่อ่า หรูหรา (ไม่ผิดกับคอนโดที่สวนพลูของดิฉันเลยค่ะ ฮา)

 

ลิฟท์ของโรงแรมตัวใหญ่มาก ฟังให้ดีนะ รับน้ำหนักได้แค่สองร้อยยี่สิบห้ากิโล หรือสูงสุดสามคน เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบที่ว่า ถ้าเข้าไปสามคนพร้อมกันต้องยืนแถวตอนลึก ยื่นมือแตะบ่าคนข้างหน้าแบบหนึ่งช่วงแขนไม่ได้เด็ดขาด กว่าจะลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปด้วยได้ ทุลักทุเลจะแย่ พนักงานช่วยขนก็ไม่เห็นมี แต่ก็ดี ขี้เกียจทิป

 

พอหยิบข้าวของออกมาจัดเข้าที่เรียบร้อย ก็เริ่มฮึดอยากสำรวจละแวกบ้าน เลยไปถามคุณพนักงานต้อนรับว่ามีร้านขายของชำไหม จะไปซื้ออะไรกิน ปรากฎว่ามันอยู่ตรงข้ามโรงแรมเอง สุดยอดไปเลย เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่เหมือนกัน มีร้านขายของเพียบ และชั้นใต้ดินก็มีซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วย เสร็จเรา เดินเข้าไปถึงเจอร้านบาจา เฮ้ย เหมือนบ้านเราเลย ว่าแล้วก็ไปเดินสำรวจและซื้อของมาตุนด้วย เพราะที่ห้องพักมีทั้งห้องครัวและตู้เย็น บ้านเมืองเขามีระเบียบเรียบร้อยดีนะ อย่างสินค้าทุกอย่างในซุปเปอร์มาร์เก็ตนี่มีราคาติดหมด ไม่ได้เป็นสติกเกอร์แปะนะ แต่พิมพ์ลงไปบนฉลากเลย ประมาณว่าไม่มีการคิดราคาผิดและไม่มีการล่าช้าตอนคิดตังค์ แล้วฉลากทุกอย่างติดเป็นสามภาษา คือ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ที่สวิสเซอร์แลนด์ ภาษาอังกฤษไม่มีครับท่าน ดีว่ารู้อยู่หนึ่งภาษาไม่งั้นยืนเดาไปนานเลย ข้าวของเขาถ้าคิดเป็นเงินไทยก็แพงพอทน อย่างนมกล่องใหญ่ลิตรครึ่ง หนึ่งจุดห้าฟรังก์ (ประมาณสี่สิบห้าบาท) กล้วยหอมหกลูกหนึ่งจุดแปดฟรังก์ (ประมาณห้าสิบบาท) เราซื้อมาไว้กินรองท้องก่อนไปทำงานได้

 

ซุปเปอร์มาเก็ตที่นี่ฮาดีตรงที่ว่าพนักงานแคชเชียร์เขาเก็บตังค์อย่างเดียวจริง ๆ ไม่มีการมาแพคของใส่ถุงให้ไม่ว่าจะซื้อเยอะแค่ไหน หรือพะรุงพะรังขนาดไหนก็ตาม เอาสินค้ายิงบาร์โค้ดเสร็จก็เลื่อนไปตรงทางออก บอกราคาให้จ่ายตังค์มา ลูกค้าก็ต้องหยิบถุงพลาสติกใส่เองตามอัธยาศัย ต้องใส่ให้ไวด้วยนะ เกิดลูกค้าคนอี่นมาต่อแล้วเราแพคของช้าโดนด่าอีก โหดจริง ๆ แคชเชียร์ที่บิ๊กซี โลตัสบ้านเราน่ารักกว่าเยอะเลย ช่วยแพคของแล้วยังยกมือไหว้ขอบคุณด้วย อ้อ แล้วถ้าใครเกิดอยากใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาลของห้าง แบบที่อาจจะเห็นในหนังบ่อย ๆ น่ะ ต้องจ่ายตังค์ค่าถุงเพิ่มด้วยนะ ถ้าถุงพลาสติกน่ะฟรี แต่แพคเอง เชื่อมันเลย

 

ตกเย็นน้องที่ทำงานแวะมาหา ดีอกดีใจกันยกใหญ่พากันไปกินอาหารไทยร้านที่อยู่ติดโรงแรมที่เราพัก เป็นสไตล์ฟาสท์ฟู้ด ราคาไม่แพงมากสำหรับบ้านเขา คนเยอะเชียว เจ้าของร้านเป็นอาแปะพุงยื่น มีข้าวผัด ต้มข่าไก่ เกี๊ยวกุ้ง ไม่เลว ที่นี่กินแล้วต้องทิปด้วย มากน้อยแล้วแต่ ไม่ทิปเขาคงว่าเสียมารยาท ไม่รู้ว่าใครจะมาว่าล่ะนะ แต่น้องมันอุตส่าห์แนะนำ เราก็หลิ่วตาตาม กินอาหารเสร็จเตรียมเช็คบิลเขาจะเอาของหวานมาให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งได้แก่ส้มผลโตหั่นเป็นชิ้นใส่จานมา จริง ๆ เราก็ไม่ได้โปรดปรานส้มอะไรนักหนา แต่หลังจากกินอะไรเลี่ยน ๆ รสชาติไม่ได้เรื่อง ส้มก็ดีกว่าอย่างอื่นล่ะวะ

 

แล้วน้องเขาก็ไปซื้อตั๋วเดือนสำหรับรถเมล์ รถราง ราคาเจ็ดสิบฟรังก์ ก็สองพันกว่าบาทเนอะ แต่สามารถใช้นั่งรถเมล์ รถราง ทุกสายในเจนีวาได้ ไม่จำกัดในหนึ่งเดือน อย่างตอนเช้าน้องเขาต้องนั่งรถเมล์สองต่อก็ใช้ได้ตลอด ถ้าไม่งั้น ต้องซื้อเป็นเที่ยว เที่ยวละสามฟรังก์แน่ะ เนื่องจากเราต้องอยู่ไปอีกสองเดือนก็ต้องซื้อ เห็นว่าบางทีนายตรวจขึ้นมาขอดูตั๋ว ถ้าไม่มีเขาไล่ลงเลย แต่พอขึ้นรถจริง ๆ ก็ไม่ได้ต้องแสดงบัตรกับคนขับหรอกนะ ขึ้นไปหน้าตาเฉย แต่ไม่รู้ว่านายตรวจเจ้ากรรมจะโผล่ขึ้นมาวันไหน เราไม่เสี่ยงดีกว่า เดี๋ยวจะขายหน้าประเทศชาติ

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: