Blossom Stories : Enjoy every minute of life

December 14, 2006

คำสารภาพของแม่ ตอนที่ 3

Filed under: Travel — blossom2219 @ 9:53 am

เช้าวันที่สามในอิตาลี แม่ก็ต้องตะเกียกตะกายตื่นให้ทันไปกินข้าวเช้าและขึ้นรถทัวร์ให้ทันเวลาเพื่อออกเดินทางไปเมืองเวนิซ แม่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นนักโทษนิด ๆ แล้วนะลูก การมาเที่ยวคราวนี้ คือ ต้องกินเป็นเวลา ตื่นให้ตรงเวลา เอากระเป๋ามาวางหน้าห้องให้ตรงเวลา มาเจอกันให้ตรงเวลา (ไม่งั้นจะโดนใครที่ไหนก็ไม่รู้มาค่อนขอดเอาได้ว่าทำเสียขบวน) แถมเวลากินก็ต้องนั่งรอที่โต๊ะให้อาหารมาเสริฟ ราวกับพวกเราเป็นน้องผู้หิวโหย ไอ้ครั้นจะไปหาอะไรกินเองก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน เดี๋ยวหลงไปยุ่งอีก และคุณไกด์ทัวร์ก็คือผู้คุมนักโทษนี่เอง

 

ลืมบอกว่าเวลาไปไหนมาไหนที่นี่ แม่ก็นั่งรถทัวร์คันเดิมที่นั่งจากที่สนามบินเขานี่แหละ เป็นรถทัวร์คันใหญ่แบบที่เราเห็นวิ่งในบ้านเมืองเรา คราวนี้แม่เป็นนักท่องเที่ยวเสียเอง คนขับเป็นหนุ่มอิตาเลียนหน้าตาหล่อเหลา ไม่สูบบุหรี่ด้วย เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวน้อยสาวใหญ่บนรถได้เยอะเลย ทั้งที่พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง คนขับรถที่นี่แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย เรียกว่าแต่งตัวดีคงได้ ไม่ใช่สวมเสื้อสีฟ้ายับยู่ยี่แบบคนขับรถแท็กซี่บ้านเรา อาจเป็นเพราะเขาเป็นฝรั่งผมทองอยู่แล้วไง พออยู่ท่ามกลางคนหัวดำอย่างพวกเรา ก็เลยทำให้ดูดีดูเด่นเหมือนนายแบบขึ้นมา เห็นไกด์แอบบ่นอิจฉาในความหล่อคมขำของคนขับรถชาวอิตาเลียนด้วย  นอกจากทำหน้าที่ขับรถพาเราไปตามจุดหมายต่าง ๆ แล้ว เขาก็จะช่วยยกกระเป๋าขึ้นลงจากท้องรถให้พวกเราทุกคนด้วย (ซึ่งกระเป๋าของแต่ละคนใบเกือบจะเท่าบ้านเลยล่ะ ตอนแรกแม่ยังนึกกลัวว่ากระเป๋าตัวเองจะใหญ่เกินจนโดนล้อ ปรากฎว่ากระเป๋าแม่ใบแม่กลายเป็นน้องเล็กที่สุดเลยลูก) พอทุกคนขึ้นมาบนรถเรียบร้อย คุณไกด์ก็จะนับจำนวนพวกเราทุกคนว่ามากันครบ ไม่มีใครหลงอยู่ เป็นอันออกเดินทางได้ แม่กับน้ายู้นั่งกันด้านหลังรถ เหมือนเป็นพวกเด็กเกเรยังไงไม่รู้

 

ระหว่างทาง คุณไกด์ก็จะเล่าประวัติของประเทศอิตาลีให้ฟัง รวมทั้งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยน่ารู้ด้วย  แม่ก็จำได้บ้างไม่ค่อยได้บ้าง (ถ้าเกิดออกสอบขึ้นมาแม่สอบตกแหง) แม่เห็นมีคนตั้งใจฟังอยู่บ้าง แต่ส่วนมากจะหลับ ที่เหลือก็จะชมวิวสองข้างทาง ถ่ายรูปกันสนุกสนาน น่าสงสารไกด์เหมือนกัน พอแนะนำตัวไปแล้ว แกก็เล่าเกี่ยวกับตัวแกให้พวกเราฟังด้วย อาชีพแกนี่ได้เจอผู้คนเยอะดี มีเรื่องสนุกมาเล่าให้ฟังแก่ง่วงเยอะเลย ครั้นพอหมดมุขจริง ๆ ก็เปิดเพลงไทยให้ฟัง เพราะระยะทางมันยาวไกล เวลานี้แหละที่แม่รู้สึกว่ามันช่างทรมาน อยากคุยกับป๊าจัง อยากให้มาอยู่ด้วยกัน จะได้นอนพิงไหล่ หลับน้ำลายยืดได้ตามสบายไม่ต้องกลัวเสียฟอร์ม  ไม่ต้องอายใคร

 

และแล้ว แม่ก็ยอมจำนนต่อความพะวงและความคิดถึงอุ๊ก เวลามองไปเห็นเด็กหน้าตาน่ารัก จ้ำม่ำ ก็จะนึกคำนวณอายุว่าพอ ๆ กับลูกเรา แล้วก็กลับมาถามตัวเองแม่เป็นแม่แบบไหนกัน ทิ้งลูกมาได้ยังไงเนี่ย แม่เลยตัดสินใจขอโทรศัพท์มือถือของคุณไกด์โทรเข้ามือถือป๊า  ซึ่งเขาก็ใจดีให้แม่ใช้โดยไม่ได้คิดตังค์ด้วย ขอบคุณค่ะ เวลาที่ประเทศไทยเร็วกว่าที่นี่ 6 ชั่วโมง แม่ได้ยินเสียงป๊าชัดแจ๋ว ป๊าบอกว่าทุกอย่างโอเค อุ๊กสบายดี ไม่ไอ ไม่อ้วก แม่โล่งใจ แล้วป๊าก็ถามแม่ว่า เป็นไงบ้าง สวยเหมือนที่คิดหรือเปล่า แม่น้ำตาไหลอีกแล้ว ป๊าไม่บ่น ไม่ว่าสักคำ แต่ถามว่าบ้านเมืองที่นี่สวยถูกใจแม่หรือเปล่า ไม่ต่อว่าแม่ที่หนีมาเที่ยว ตัดช่องน้อยแต่พอตัว แล้วยังบอกแม่ว่า เที่ยวให้สนุกนะ ป๊าไม่ได้ประชดแม่รู้  แต่แม่ร้องไห้เนื่องจากความรู้สึกผิดผสมผสานกับความซาบซึ้งในความรักความเข้าใจของป๊าที่มีให้แม่

 

ตกลงว่าแม่ต้องนั่งรถทัวร์มาลงเรือข้ามฟาก เพื่อไปเที่ยวเมืองเวนซ อันเป็นเมืองดังอีกแห่งของอิตาลี เรือข้ามทะเลแอเดรียติกมานิดนึง เรือคล้าย ๆ กับเรือข้ามฟากที่แม่เคยนั่งกับป๊าตอนนั่งจากภูเก็ตเข้าไปเกาะพีพีเลย ต่างกันก็ตรงที่วันนี้อากาศเย็นเหลือเกิน และแม่ก็ดันนั่งตรงประตูซึ่งลมโกรก มือแข็งไปหมด ฝนปรอย อากาศเย็นลงอีก แม่ใส่ผ้าพันคอ ถุงมือ และหมวกไหมพรม ครบเซ็ทเหมือนหนูจี๊ดเลยลูก ยังไม่ทันได้เมาเรือก็มาถึงเวนิซแล้ว ตอนลงจากเรือน้ายู้ของหนูเกือบตกลงไปลิ้มรสน้ำเค็มของทะเลอาเดรียติกซะแล้ว เพราะท่าเรือมันลื่นมาก ดีว่ามีหนุ่มกลาสีมาคว้าไว้ทัน และดีว่าพวกเราเป็นผู้หญิงไทยร่างเล็ก ถ้าเกิดอ้วนตุ้ยนุ้ย เขาคงปล่อยเราตกน้ำแหง ๆ ฮา

 

เวนิซเป็นอีกเมืองที่แม่ได้ยินชื่อมานาน เขาว่ากรุงเทพฯ บ้านเราเป็นเวนิซตะวันออก คราวนี้แม่ขอมาดูเวนิซของจริงหน่อยเหอะ ปรากฎว่าสวยสมราคาเหมือนที่คิด เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวเยอะแน่นขนัดตามเคย แต่ไม่มีรถเมล์ ไม่มีจักรยาน หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เลยไม่มีรถติดเหมือนกรุงเทพฯ ทั้งเมืองมีแต่ทางเดิน และคลอง เพื่อทำหน้าที่นักท่องเที่ยว เราก็ต้องนั่งเรือที่เรียกว่าเรือกอนโดล่า มีความเป็นมายังไงแม่ก็จำไม่ได้แล้วล่ะ เห็นเขาว่าลำละประมาณหกแสนบาท แต่แม่ว่าหน้าตามันเหมือนเรือหางยาวทรงเครื่องน่ะลูก มีเหล็กสีทองโง้งอยู่ตรงหัวเรือและท้ายเรือสูงมาก จนน่าหวาดเสียวเวลาที่เรือต้องลอดสะพานเพราะคนพายเขาต้องคอยเอียงเรือหลบไม่ให้ชน เรือลำหนึ่งนั่งได้ 6 คน ค่านั่งเรือคนละ 20 ยูโร ห้ามคูณเป็นเงินไทยตามเคย แต่เอาเป็นว่ามันไม่ใช่ 20 บาทนะ เห็นเขาว่าถ้าอยากโรแมนติกจะนั่งลำหนึ่งแค่สองคนก็ได้ แต่ก็คิดราคาลำละ 120 ยูโรเท่ากับที่ผู้โดยสารหกคนนั่ง แหม แล้วเรื่องอะไรจะยอมเสียแพงล่ะ อยู่กันเยอะ ๆ ก็ดี ช่วยผลัดกันถ่ายรูป เห็นไกด์บอกว่าถ้าเป็นตอนกลางคืน คนที่พายเรือให้เราจะพายไปร้องเพลงโอเปร่าไปด้วย ได้บรรยากาศ และก็เสียตังค์เพิ่มด้วย ดีแล้วที่แม่นั่งตอนกลางวัน

 

วันนี้คณะทัวร์ที่มาด้วยกันเริ่มออกอาการฟึดฟัด เป็นหวัดน้ำมูกไหล ไข้ขึ้น และไอค๊อกแค๊กกันถ้วนหน้า ทั้งนี้ก็เพราะอากาศที่นี่เปลี่ยนเร็ว เมื่อวานแดดเปรี้ยงที่หอเอน แต่วันนี้ฝนตก ลมพัด อุณหภูมิลดลงเกือบ 10 องศา แต่แม่แข็งแรงดีนะลูก ไม่เป็นอะไรกับเขาหรอก เพราะแม่ใส่เสื้อผ้าอุ่นสบาย เวลาต้องออกมาข้างนอกตัวอาคาร แม่จะใส่เสื้อคลุมตลอด ให้ร่างกายได้ปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิ ไม่เหมือนพวกที่เขามาด้วยกัน เขาจะชอบอากาศหนาวเย็นของเมืองนอกมาก ก็เลยใส่เสื้อยืด สายเดี่ยวรับลม ทั้งเวลาอยู่ข้างนอกข้างใน ปรากฎว่าพอขึ้นรถ แจกยาแก้แพ้กินกันถ้วนหน้าเลยล่ะ 

 

แม่พูดภาษาอิตาเลียนไม่ได้หรอกลูก นอกจากคำว่าสวัสดี สบายดีไหม ลาก่อน ฉันรักเธอ (อันเป็นคำทำมาหากินยอดฮิต) แต่ระหว่างล่องเรือซึ่งมีกลาสีเป็นคนอิตาลี  (ซึ่งไม่สันทัดภาษาอังกฤษ) นั้น แม่พูดกับเขาตลอดทางโดยเอาภาษาสเปนกับฝรั่งเศสปนกันไปมา ส่วนเขาก็ตอบแม่เป็นภาษาอิตาเลียนด้วยเรื่องเดียวกัน คุยกันเรื่องหนังสนุกไปเลย นั่งไปรอบเมืองแล้ว ลูกทัวร์ที่มาด้วยกันยังไม่รู้เลยว่าแม่พูดภาษาอิตาเลียนไม่ได้ เหอ เหอ นั่งเรือผ่านบ้านมาร์โคโปโล ซึ่งเป็นนักเดินเรือผู้ยี่งใหญ่ บ้านคาซาโนว่า แม่ว่าก็งั้น ๆ แม่ไปติดใจเอาคลองที่เป็นฉากในหนัง ดิ อิตาเลียน จ๊อบ ที่คุณมาร์ค วอห์เบิร์ก ปล้นทองซะมากกว่า กลาสียังชี้ให้แม่ดูบริเวณที่เขาถ่ายทำหนังเรื่อง ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า อินเดียน่า โจนส์ด้วย ตอนนั่งไปยังแอบปลื้มว่าได้มาจริง ๆ แล้วด้วย  

 

เวนิซสวย สีสันเปรี้ยวฉูดฉาดนิด ๆ ไม่เหมือนกรุงโรมซึ่งออกสีแนวอุ่น ๆ โทนสีส้ม น้ำตาล มีโบสถ์ พระราชวังสวย ๆ และลานที่มีนกพิราบเยอะ ๆ แบบที่เห็นในหนังหลายเรื่อง นกพิราบที่นี่ตัวอ้วนกว่าที่สวนลุมเยอะเลยล่ะอุ๊ก ไม่รู้ว่ามันกินอะไรกัน สงสัยมันเป็นนกฝรั่งมันก็เลยอ้วนเหมือนคนฝรั่ง พุงกลมเลยล่ะ ถ้าอยากใกล้ชิดนกอ้วนพวกนี้ ก็ให้อาหารได้ในราคาหนึ่งยูโร เราจะสามารถแปลงร่างเป็นต้นไม้นกพิราบให้คนถ่ายรูปได้ทันที แต่แม่ไม่เอาดีกว่า ยังได้ยินข่าวไข้หวัดนกอยู่เลย ให้มันแพร่เชี่ออยู่แค่ประเทศนี้แหละ ไม่อยากเอากลับไปฝากใคร

 

 

ร้านอาหาร ร้านกาแฟที่นี่เน้นการกินบรรยากาศเสียจริง เก้าอี้วางหน้าร้านเยอะแยะ นั่งกินในร้านกับนอกร้านนี่คนละราคากันด้วยนะ มีร้านรวงทุกตรอกซอกซอยเลย มีสะพานร้อยกว่าอันเห็นจะได้ เวนิซดูเหมือนจะเป็นเมืองศิลปิน มีภาพเขียนภาพวาดวางขายเต็มไปหมดเลย  เหมือนภาพที่เขียนสีน้ำมันที่แม่ชอบซื้อมาติดฝาบ้านเราแหละลูก แต่แม่ไม่ซื้อที่นี่หรอกนะ มันแพงโดยใช่เหตุ อีกอย่าง บนเวนีซ เข้าห้องน้ำครั้งละหนึ่งยูโรนะคะ พวกเราทานอาหารกลางวันที่เวนีซ (ซึ่งก็เป็นอาหารจีนอีกแหละ) และแม่ก็เข้าห้องน้ำโดยไม่เสียตังค์เรียบร้อย ก่อนจะไปนั่งเรือกลับ

 

บ่ายนั้น แม่นั่งอยู่บนรถอีกหลายชั่วโมงเพื่อเดินทางจากอิตาลีไปเมืองลูเซิร์น ของสวิสเซอร์แลนด์ อันประเทศปลายทางที่สองของการเดินทางหนีเที่ยวคราวนี้ ไกด์บอกว่าวิวสองข้างทางสวยมากห้ามพลาด (แปลว่าไม่ควรหลับ) แต่บังเอิญว่าวันนั้นฝนตก บรรยากาศเลยดำมืดมองไม่ค่อยเห็นอะไร แต่แม่ก็ไม่ได้เสียดายหรอกนะ แม่เริ่มเหนื่อยเลยพยายามทำตัวกลมกลืนเพื่อหลับบนรถ (และกรนแข่งกับพวกเขา) บ้าง ทิวทัศน์ที่ว่าสวยก็คือทะเลสาปและภูเขา ที่เหมือนจะเป็นลายยอดฮิตของวอลล์เปเปอร์แหละลูก

 

สลึมสลือมาถึงโรงแรมที่สวิสเกือบสองทุ่ม แม่ยืนโงกเงกพร้อมหลับเต็มที่ตอนที่คุณไกด์มาขานขี่อแจกกุญแจห้องพัก (บอกแล้วเห็นไหมว่าเหมือนนักโทษเลย) โรงแรมที่พักทุกแห่งที่นี่ใช้คีย์การ์ดเปิดห้องทั้งหมดเลย ซึ่งบังเอิญคืนนั้น แม่ต้องเสียเวลาพยายามเปิดอยู่นานมาก สองแรงแข็งขันกับน้ายู้ ก็คิดว่าเสียบถูกแล้วนี่นา แต่ทำไมเปิดไม่ได้สักที จนคนที่ขึ้นมาทีหลังเราเขาเปิดเข้าห้องไปอาบน้ำสบายใจกันแล้ว ที่แยกว่านั้นคือ ไม่เห็นไม่ใครเขาใจดีมาเสนอความช่วยเหลือเราเลย ขนาดคนไทยด้วยกันนะลูก เชื่อเลย

 

ที่นี่ใช้ภาษาเยอรมัน ซึ่งแม่ก็พูดได้ไม่กี่คำเหมือนภาษาอิตาเลียนนั่นแหละ แต่ก็ไม่ได้ต้องเสวนาอะไรกับพวกเจ้าหน้าที่โรงแรมมากมาย อาหารค่ำที่โรงแรมสวิสนั้นกินไม่ลงเลย เพราะเหนื่อย ง่วง และหิวเกิน ขอบอกว่าขนมปังกรอบและน้ำผลไม้ของอุ๊กที่แม่แอบขโมยติดมาด้วยนั้น ช่วยชีวิตแม่ได้เยอะมาก นึกเสียดายที่ไม่ได้เอามาม่า อร่อย ของเรามาด้วย

1 Comment »

  1.  
    แหมม เล่าซะเห็นภาพเลยเนอะ กิ้ว กิ้ว กิ้ว
    แต่เมืองเค้าก็น่าทึ่งเหมือนกันเนอะ (ดูจากรูป บทบรรยาย…วันดี อภิรักษ์ธนากร)

    Comment by ekarin — December 18, 2006 @ 11:36 pm | Reply


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: