Blossom Stories : Enjoy every minute of life

December 14, 2006

คำสารภาพของแม่ ตอนที่ 1

Filed under: Travel — blossom2219 @ 9:41 am

อุ๊ก อุ๊ก ลูกรัก

 

เรื่องที่หนูจะได้อ่านเป็นเรื่องจริงที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ เป็นเรื่องที่แม่ตั้งใจเขียนเองเพื่อสารภาพกับหนูโดยเฉพาะ ตอนอุ๊กอายุได้สามขวบครึ่ง จำได้ไหม แม่บอกกับอุ๊กว่าแม่ต้องไปเรียนหนังสืออาทิตย์หนึ่ง (เหมือนตอนที่ไปฟิลิปปินส์) ไปเรียนไกล เดี๋ยวจะกลับ ป๊ากับคุณยายจะเป็นคนดูแลอุ๊กไปก่อน แต่จริง ๆ แล้วแม่ไม่ได้ไปทำงานหรือไปเรียนอย่างที่บอกหรอก ฮิ ๆ แต่แม่แอบไปเที่ยวยุโรปมา มันเป็นของขวัญชิ้นหนึ่งที่แม่ตั้งใจอยากให้ตัวเองบ้าง เพราะแม่รู้สึกว่าช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่ท้องยันคลอด ดูแลอุ๊ก และก็ต้องทำงานด้วย แม่เหนื่อยกับการพยายามทำตัวเป็นคุณแม่และภรรยา (ที่ดี) พ่วงท้ายด้วยการเป็นพนักงานอีก และก็การเป็นลูกที่ดีของคุณตาคุณยายด้วย แม่เลยอยากพักบ้าง ด้วยความที่อุ๊กยังเด็ก ป๊าเองก็ไม่ได้พิสมัยทวีปยุโรปสักเท่าไหร่ เลยยอมให้แม่ไปคนเดียว แม่รู้ว่าฟังดูเห็นแก่ตัว หนีเที่ยวชัด ๆ นี่หว่า แต่อ่านไปก่อนเถอะ แล้วจะรู้ว่าแม่ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอย่างนั้นนะ

 

แม่วางแผนแยบยล (โห ขึ้นต้นก็แบบนี้ซะแล้ว) จนได้กำหนดการเดินทางอย่างที่ต้องการในงบประมาณที่ไม่ได้เบียดเบียนค่าเทอมและค่านมของลูกแต่ประการใด ป๊ารู้เรื่องนี้ดี แต่ไม่เคยว่าแม่หรอก เขาบอกว่าอยากให้แม่ได้พักบ้าง  แม่เลยแอบหวังว่าอุ๊กคงไม่โกรธแม่ ป๊ายังร่วมมือกับแม่ในการยืนยันบอกกับคุณตาคุณยาย อากงอาม่า และทุกคนที่เกี่ยวข้องด้วยว่าแม่ไปเรื่องงาน (รู้อย่างนี้แล้ว ต้องเงียบไว้ก่อนนะลูก) มันเป็นการจากกันของเราที่ยาวนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่คืนสองคืน แต่ตั้ง 7 คืน ซึ่งเราเคยนอนเบียดกันอยู่ตลอด แม่ใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ว่าปฎิบัติการลับนี้จะสำเร็จหรือเปล่า แต่ก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไป ทั้งที่ไม่วายรู้สึกผิดอยู่ตลอด

 

แม่ไปกับเพื่อนที่ทำงานอีกคนหนึ่ง (น้ายู้คนที่เคยซื้อเสื้อผ้า + ของเล่นให้หนูไง) ไปกับบริษัททัวร์ซึ่งเสนอแพคเกจแบบสำเร็จรูปมา คือพาเราไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ ของประเทศที่อยากไป จัดการจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับ หาโรงแรมที่พักให้เสร็จพร้อมอาหารทุกมื้อ รวมทั้งจัดการเรื่องการขอวีซ่าเข้าประเทศนั้นด้วย ฟังแล้วสบายดี จะให้แม่ไปแบกเป้ตะลอน ๆ คงไม่ไหวหรอกลูก เลยวัยไปนิด

 

 เรานั่งเครื่องบินกันอย่างทรหดหลังขดหลังแข็ง ข้ามน้ำข้ามทะเล (ได้แก่มหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน) ไปถึงประเทศอิตาลี อันเป็นประเทศแรกของจุดหมายปลายทาง การเป็น นักท่องเที่ยว เป็นอาชีพใหม่ของแม่ มันสาหัสสากรรจ์จัง ขอบอก เบาะบนเครื่องบินนั่งไม่สบาย อาหารแค่พอกินได้ แอร์โฮสเตสหุ่นตุ้ยนุ้ย เพราะเป็นสายการบินแขกน่ะ กว่าเครื่องจะออกก็ปาเข้าไปตีหนึ่ง แม่ง่วงแล้วง่วงอีก แต่พอนั่งบนเครื่องก็หลับไม่ลง ไอ้เพื่อนที่มาด้วยเธอกรนฟี้อยู่ข้าง ๆ เฮ้อ นั่งดูจอทีวีไป เห็นว่าระยะทางอีกหลายพันไมล์ เมื่อไหร่จะถึงหนอ แม่รู้สึกเหมือนโดนลงโทษเข้าแล้วที่หนีมาเที่ยว


 

หลังจากรอนแรมไปแปดชั่วโมงกว่าบนเครื่อง แม่ก็มาถึงกรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่นี่เวลาช้ากว่ากรุงเทพฯ 6 ชั่วโมง เท่ากับวันนั้นของแม่ยาวนานกว่า 30 ชั่วโมง ทรหดสุดยอดไปเลยไหมล่ะ บ้านเมืองเขาสวยงามอลังการงานสร้างเหมือนที่แม่คิดไว้ อากาศก็กำลังสบายเหมือนบ้านเราตอนลอยกระทง แม่มัวแต่ตื่นตาตื่นใจ (ผสมกับความดีใจที่ได้ลงจากเครื่องบินซะที) เลยยังไม่ค่อยเศร้าเท่าไหร่ มีรถทัวร์คันใหญ่มารอรับที่สนามบิน มีไกด์พาเที่ยวสถานที่สำคัญอย่างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ผ่านนครรัฐวาติกันด้วย (ซึ่งผู้คนต่อแถวเข้าชมเยอะมาก) แม่ได้เห็นทหารองครักษ์สวิสซึ่งอารักขาอยู่หน้าวาติกันด้วย เครื่องแบบเขาจ๊าบดีจัง แม่เลยแอบถ่ายรูปมาให้ดูด้วย ถ้าอยากรู้ว่าสำคัญยังไง ไว้อุ๊กโตอีกหน่อย แม่ค่อยเล่าให้ฟังแล้วกันเนอะ  แม่คงไม่เล่าที่มาที่ไปมาก เพราะไม่ได้จะเขียนหนังสือนำเที่ยวกับเขา แม่ถ่ายรูปมาให้ดูเยอะแยะ อันนี้เหมือนจะเป็นหน้าที่หลักของนักท่องเที่ยวแหละลูก เห็นใคร ๆ ก็ถ่าย แม่เองก็ต้องคอยเป็นตากล้องให้เพื่อนที่มาด้วย ซึ่งเธอบ้ากล้องเป็นอย่างมาก ขอบอก แต่ก็ต้องอดทนผลัดกันถ่าย เพราะการเดินทางคราวนี้ เราก็รู้จักกันแค่สองคนนี่แหละ ต้องนอนห้องเดียวกันไปอีกหลายคืน ต้องสามัคคีกัน ถ้าไม่ได้น้าคนนี้ แม่ก็คงไม่ได้ไปหรอก

 

บ้านเมืองเขาเก่าแก่มากแล้วลูก แต่ดูเหมือนสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่มีมาหลายร้อยปีนั้นยังตั้งตระหง่านอยู่ในสภาพดีอยู่เลย น่าทึ่งมาก กรุงโรมสวยอย่างที่แม่คิดไว้ ดูยิ่งใหญ่สมกับที่เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโรมันที่เคยเกรียงไกร สวยอย่างที่เคยเห็นในหนังหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ได้สวยหวาน โรแมนติก แต่สวยแบบแข็งแกร่ง หนักแน่น มั่นคงและสง่างาม อะไรแบบนั้น เป็นความยิ่งใหญ่ของชายชาตินักรบ ของชาติที่บึกบึน มีเสน่ห์อบอุ่นอีกแบบ หนังสือเรื่องรหัสลับ ดาวินชี่ ที่อุ๊กเคยเห็นแม่อ่านน่ะ ดาวินชี่ก็เป็นจิตรกรอิตาลีนะ ศิลปะของอิตาลีค่อนข้างโดดเด่นมาก ถ้าสนใจก็ลองไปหาหนังสือมาอ่านนะลูก สมัยแม่เรียนเขาเรียกวิชาอารยธรรมตะวันตก

 

เห็นคุณไกด์ทัวร์บอกว่า อิตาลีรวยด้วยอุตสาหกรรมหนัก เช่น การผลิตรถยนต์ รถสปอร์ตยี่ห้อดัง ๆ อย่าง เฟอร์รารี่ แลมโบกินี มาเซอร์ราติ โลตัส (ไปถามป๊าดูได้) เป็นของอิตาลีทั้งนั้น ประเทศเราก็เห็นวิ่งกันอยู่หลายคันเหมือนกัน เห็นว่าคันละประมาณ 20 ล้าน ไม่รู้เขาเอาไว้วิ่งไปไหน แต่เอาเหอะ เบาะรถแข่งที่ดีที่สุดในโลกคือยี่ห้อริคาโร่ ก็ของอิตาลี (แหมก็ประเทศตัวเองผลิตรถแข่งเริ่ดซะขนาดนั้น จะยอมให้ประเทศไหนเขามาแย่งตำแหน่งผลิตเบาะรถแข่งให้มันทัดเทียมกับรถตัวเองล่ะเนอะ ฮา) นอกจากนี้ ก็มีพวกเครื่องหนัง แฟชั่น แบรนด์ดัง ๆ อย่าง กุชชี่ เฟนดิ จิออร์จิโอ อาร์มานี พราด้า อันนี้แม่ชอบ แต่ก็ไม่ได้เสียตังค์ซื้อมาหรอก เพราะของปลอมบ้านเราทำได้เหมือนและถูกด้วย ฮา อีกอย่าง แม่ไม่ได้ตั้งใจมาเพื่อ

ช้อปปิ้งให้สิ้นเปลืองเลยนะ แม่แค่อยากมาเห็นบ้านเมืองเขา เพราะมันฝังใจตั้งแต่สมัยเรียนบอกไม่ถูก

 

แม่ได้ไปน้ำพุเทรวี่ ด้วย ถ้าอุ๊กเห็นคงชอบเพราะเป็นน้ำพุใหญ่มาก เป็นประติมากรรมหินอ่อนที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดชิ้นหนึ่งทีเดียว แต่คนเยอะมาก (ก็เป็นพวกนักท่องเที่ยวแบบแม่เนี่ย) เขาพากันไปโยนเหรียญลงน้ำพุและอธิษฐานให้ได้กลับมาที่นี่อีก แม่ก็บ้าจี้โยนกับเขาหน่อย แต่ใช้เหรียญบาทนะ คงฮาถ้าจะได้กลับไปอีกจริง ๆ แต่คราวนี้สัญญาว่าเราจะไปด้วยกันสามคนเลยลูก

 

 

 

ใกล้ ๆ กับน้ำพุเทรวี่ เป็นบันไดสเปน เพราะมันอยู่ใกล้สถานฑูตสเปน เป็นบันไดสเปนที่เต็มไปด้วยคนเอเชียและนักท่องเที่ยวอย่างแม่นี่แหละ เป็นแหล่งนัดพบของวัยรุ่น แหล่งช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์ดังมากมาย  รวมทั้งหลุยส์ วิตตอง ด้วย มีคนไทยที่มาทริปเดียวกับแม่เขาซื้อไปทั้งหมด 6 ใบ พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! แม่ไม่ทันได้เห็นว่าเขาใช้เงินสดหรือบัตรเครดิตซื้อ เพราะในร้านนั้นคนแน่นมาก และหนังสือเดินทางประเทศไทยซื้อได้เล่มละ 2 ใบเท่านั้น ไกด์บอกว่าถ้าใครอยากจะซื้อกระเป๋ายี่ห้อนี้ให้ซื้อที่อิตาลีนี้เลย เพราะที่ฝรั่งเศสจริง ๆ คนต่อแถวเข้าร้านยาวมาก ต้องรอเคาน์เตอร์ว่างถึงจะได้เข้า โอ้โฮเฮะ  น่าแปลกว่าหน้าร้านพวกนี้ก็มีของเลียนแบบให้เห็นเกลื่อนไม่แพ้บ้านเราเหมือนกัน ตั้งแผงกันอย่างเปิดเผย อย่างในรูปเนี่ยไง แม่ยังนึกสนุกไปถามราคาดู ตกประมาณ 800 บาทไทย ซึ่งถ้าซื้อติดมือกลับมา ก็ได้ชื่อว่าเป็นกระเป๋าหลุยส์วิตตองจากอิตาลีเหมือนกันนะ เพียงแต่มันไม่ได้โชว์อยู่ในร้าน และก็ไม่ใช้ของแท้ไง

 

เห็นไกด์บอกว่าเราสามารถทำคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวได้ถ้าซื้อของเกิน 400 ยูโร ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร (ทั้งการทำคืนภาษีและการซื้อให้ครบ 400 ยูโรเพราะของที่นี่ราคาแพงมาก) เห็นคนที่ซื้อกระเป๋าบอกว่าซื้อที่นี่ราคาถูกกว่าบ้านเราใบละเป็นหมื่น แม่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะใบละหมื่นก็แพงเกินไปแล้วล่ะ ไม่ว่าจะคิดเป็นเงินไทยหรือเงินยูโร

 

วันแรกหมดไปเร็วมาก  เพราะมาถึงที่นี่ก็บ่ายแล้ว อาหารเย็นเป็นอาหารจีน ซึ่งเขาว่าใกล้เคียงกับอาหารไทยแล้ว มีข้าว มีหมูทอด และผัดผัก ไกด์คุยว่าอาหารมื้อแรกนี้จะอร่อยมากเพราะพวกเราหิวโซจากการเดินทาง แต่แม่ว่าไม่ได้เรื่องเลยล่ะ คืนแรกนอนโรงแรมชานเมือง  กว่าจะได้อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย แม่รู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน แช่น้ำอุ่นจัด ๆ ไปเกือบชั่วโมง ออกมาหลับสนิทบนเตียง ครอกยันเช้า

1 Comment »

  1. 55555   ความลับไม่มีในโลก จริง ๆ นะ อุ๊ก อุ๊ก
     
    รูปคุณแม่ กับ น้ำพุ เครซี่ เอ้ย เทรวี่ เนี่ย เป็นภาพ top 5 เลยนะเนี่ยจะเห็นทุกมุมในบ้าน + คอนโด + โต๊ะทำงานป๊า ด้วยล่ะ หุ หุ หุ

    Comment by ekarin — December 18, 2006 @ 11:49 pm | Reply


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: