Blossom Stories : Enjoy every minute of life

December 14, 2006

คำสารภาพของแม่ ตอนจบ (เย้ เย้)

Filed under: Travel — blossom2219 @ 10:14 am

เช้าวันที่หก อันเป็นวันสุดท้ายในฝรั่งเศสและในทวีปยุโรปของการหนีเที่ยวเพื่อเปิดหูเปิดตาของแม่ แม่ได้ไปถ่ายรูปที่ประตูชัย หรือที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า ลาค เดอ ทริอ๊อมฟ์ (ไว้แม่จะสอนอ่านนะ) ช่างเป็นสิ่งก่อสร้างที่ดูมั่นคงสง่าสงาม เหมือนที่แม่เคยเห็นในรูปเลย เพียงแต่มันใหญ่โตมโหฬารกว่าที่แม่คิดไว้มาก การท่องเที่ยวที่นี่หากินง่ายอีกแล้วลูก ประตูชัยนี้สร้างมาตั้งหลายร้อยปี อาจต้องมีการทาสีใหม่บ้างนาน ๆ ที แต่ก็คงไม่ได้ต้องใช้งบทำนุบำรุงอะไรมากมาย ตรงถนนเส้นหนึ่งที่วิ่งเข้าประตู มีลานปูนกว้าง ๆ ซึ่งก็ไม่ได้ต้องลงทุนอะไรมากมาย ไม่ได้ประดับประดาอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวเป็นร้อย มายืนตรงลานปูนหยาบ ๆ นั้นเพื่อถ่ายรูปกับประตูชัย อันเป็นเหมือนแลนมาร์คของปารีสที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด ตรงนี้บริษัททัวร์ก็ได้ประโยชน์ด้วยเหมือนกัน เพราะสถานที่ท่องเที่ยวนี้ไม่มีการเก็บค่าชมใด ๆ เลย แม่ได้ถ่ายรูปอยู่ตรงนั้นสักยี่สิบนาทีได้ ก่อนที่จะออกเดินทางต่อ

 

รายการสุดท้ายก่อนจะกลับก็คือ การไปขึ้นหอไอเฟล ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงประตูชัยเท่าไหร่ แต่โอ้โฮเฮะ นักท่องเที่ยวประมาณล้านแปดเห็นจะได้ ทุกคนยืนต่อแถวเข้าคิวเพื่อจะขึ้นไปบนหอไอเฟลนี่ล่ะ คุณไกด์เขาซื้อตั๋วไว้ให้พวกเราเรียบร้อย เราขึ้นลิฟท์ไปสองชั้น (คราวนี้คนขับลิฟท์ไม่ได้เปิดเพลงเอาใจคนไทยอย่างเรา ๆ แล้วนะ เพราะคนเยอะมาก) ก็ลงไปถ่ายรูปชมวิว ไฮไลท์ของตรงนี้ก็คือการได้เห็นทิวทัศน์เมืองปารีสนั่นเอง อีกอย่างก็คือการได้ขึ้นมายืนบนหอคอยที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในโลก แม่ได้ไปตรงลานที่พวกดารานางแบบเขาชอบมาโพสท์ท่าถ่ายกันให้เห็นหอไอเฟลอยู่ข้างหลัง หรือฉากเด็ดที่พระเอกนางเอกเขาบอกรักกันด้วยนะ ไว้อีกหน่อยเรามาด้วยกัน อุ๊กก็ถ่ายรูปแม่กับป๊าคู่กันให้หน่อยแล้วกันเนอะ ฮิ ๆ 

 

แม่นึกอิจฉาประเทศนี้อีกแล้วในเรื่องการท่องเที่ยว คิดดูสิลูก หอไอเฟลนี่สร้างมาสองร้อยกว่าปีแล้ว จริง ๆ มันไม่ได้สวยงามอะไร สีออกน้ำตาลเหมือนสีสนิมเหล็ก แต่มันสูง รูปทรงโดดเด่น ยังตระหง่านมั่นคง เวลาผ่านไปเขาไม่ได้รื้อออก ก็เลยกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้หรือประเทศนี้ก็ว่าได้ ภาพยนตร์หรือละครเรื่องไหน ถ้าได้ชื่อว่ามีการถ่ายทำที่ประเทศฝรั่งเศส ไม่มีทางที่จะไม่ให้หอไอเฟลเข้ากล้อง ต้องได้เห็นแน่ ๆ และเห็นปุ๊บ คนดูรู้เลยว่าคือฝรั่งเศส ไม่ใช่ประเทศอื่น เขาลงทุนตอนสร้างครั้งเดียวเอง แต่ตอนนี้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้วันละเป็นหมื่นคนทุกวัน ด้านล่างตรงฐานหอไอเฟล มีร้านไอติม ร้านขายของที่ระลึก บริษัทที่ทำเดินการท่องเที่ยวหอไอเฟลเป็นเรื่องเป็นราว รู้สึกว่าบนยอดของหอคอยนี้จะเป็นภัตตาคารหรืออะไรนี่แหละ แม่เองก็ไม่ได้ขึ้นไปขนาดนั้นนะ อยู่แค่ชั้นสอง ก็ยังรู้สึกว่าสูงมากแล้ว และมองเห็นได้รอบเมืองเขาเลยล่ะ คนเยอะมากจนเรียกว่าแออัดก็คงได้ ทุกคนก็วุ่นวายกับการหามุมถ่ายรูปที่สวย ๆ เก็บไว้เป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งได้มาเยือนที่นี่แล้ว


 จบโปรแกรมนี้ก็เป็นอันจบรายการทัวร์พอดี เขาพาแม่ไปกินอาหารอีกมื้อก่อนจะออกเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งก็ยังคงเป็นร้านอาหารจีนยอดฮิต เฮ้อ นี่เป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งก็การมาเที่ยวคราวนี้เหมือนกันนะลูก คือบริษัททัวร์สามารถจองร้านอาหารไทยในภัตตาคารจีนได้ในทุกประเทศที่ไป และสามารถค้นคุ้ยหาร้านจนเจอไม่ว่าร้านนักจะตั้งอยู่ในซอกมุมที่หายากเพียงใด แม่ละเชื่อเลยจริง ๆ แต่อย่างที่แม่บอกแหละ แม่ว่าเจ้าของร้าน กับบริษัททัวร์คงมีความสัมพันธ์ลึกซื้งกันในเชิงธุรกิจ มันก็ดีสำหรับเขาเพราะราคาไม่แพงมาก และสำหรับลูกทัวร์ชาวไทยก็ดีตรงที่เราไม่ต้องไปกล้ำกลืนทานอาหารฝรั่งที่อาจจะไม่ค่อยถูกปาก แถมยังราคาแพงหูฉี่

 

จากนั้นแม่นั่งรถทัวร์คันเดิมไปที่สนามบินออร์ลี ที่ชานเมืองของปารีส เพื่อขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย สนามบินที่นี่คนเยอะเหมือนกัน แม่เช็คอินขอที่นั่งติดหน้าต่างเองเรียบร้อย ที่นี่สะดวกสบายเพราะแม่พูดภาษาฝรั่งเศสได้ ตอนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง คนอื่นโดนเจ้าหน้าที่สั่งให้กรอกฟอร์มอะไรไม่รู้วุ่นวาย แต่แม่ไม่ต้องกรอกอะไร ไม่รู้ว่าเพราะเขาเห็นว่าพูดภาษาฝรั่งเศสได้หรือเปล่า ก็เลยให้ผ่านไปง่าย ๆ น้ายู้ต้องรับหน้าที่อ่านข้อความบนฟอร์มนั้นให้กับพวกอาจารย์ที่มาด้วยกัน เพราะไม่มีใครพกเอาแว่นสายตามาเลย (คนที่อายุมากแล้ว สายตาไม่ค่อยดี ก็ต้องใส่แว่นเวลาอ่านหนังสือเหมือนคุณยายไงลูก) เสียเวลากันอยู่ยกใหญ่ เลยยิ่งเป็นเหตุให้คณะทัวร์นี้ไม่ประทับใจประเทศฝรั่งเศสกันเข้าไปอีก

 

เครื่องออกจากที่นี่ช้ากว่ากำหนดไปเล็กน้อย แม่เองก็หงุดหงิดนิดหน่อยเพราะอยากกลับบ้านเต็มแก่แล้ว นั่งนับโมงยามว่าจะได้เห็นหน้าอุ๊กเสียที วันที่กลับถึงเมืองไทยอุ๊กกับป๊าจะมารับแม่ที่สนามบินเพราะเป็นวันหยุด แม่ต้องนั่งเครื่องบินนานเหมือนตอนมานั่นแหละ แต่คราวนี้แม่พัฒนาแล้ว แม่หลับทันทีที่เครื่องออกเลย ตื่นมาอีกที แม่ก็เห็นแผนที่ขวานทองของเราอยู่บนจอมอนิเตอร์แล้ว ไชโย ถึงซะที

 

ตอนที่แม่เดินทางไปเนี่ย สนามบินสุวรรณภูมิยังเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการไม่ถึงเดือนดีเลยลูก มีเสียงบ่นจากคนที่เคยไปใช้บริการก่อนหน้าแม่มากมาย แถมมีเสียงขู่มาด้วยว่าระวังกระเป๋าเดินทางจะไม่ได้ตามไปพร้อมกับเราที่จุดหมายปลายทางด้วย เพราะระบบการขนส่งกระเป๋าต่าง ๆ ยังไม่เข้าที่เข้าทางดี แต่ทั้งขาไปและขากลับ กระเป๋าเดินทางก็ไปกับแม่เรียบร้อยดีนะลูก ไม่มีขึ้นตอนไหนล่าช้าเลย เครื่องออกตรงเวลาและถึงประเทศไทยตรงเวลาตอนเกือบ ๆ เที่ยงตามที่กำหนดไว้เป๊ะ

 

เนื่องจากสนามบินใหม่นี้มันใหญ่โตกว่าสนามบินดอนเมืองที่แม่เคยชี้ให้อุ๊กดูเครื่องบินที่มันจอดกันอยู่หลายเท่า ผู้โดยสารก็ต้องเดินไกลขึ้น (แหม สถานที่ใหม่มันกว้างขวาง ต้องโชว์กันหน่อย จริงไหมลูก) แม่กับน้ายู้หอบของพะรุงพะรัง หนักก็หนัก มือแดงก่ำเลย แต่แม่จ้ำเอ้าจ้ำเอ้า หัวใจเต้นโครมครามเพราะรู้ว่าจะได้เห็นหน้าอุ๊กกับป๊าในอีกไม่กี่อึดใจแล้ว แม่เดินตามทางไปเรื่อย ๆ จนถึงทางออกที่ป๊า

บอกว่าจะมารออยู่ ออกมาแม่ก็ยังเหวอว่าตรงไหนกันหนอ หมุนไปหมุนมา แล้วแม่ก็ได้ยินเสียงใสกังวาน ตะโกนเรียก แม่ ดังลั่น เสียงที่แม่ไม่ได้ยินมาเจ็ดวันเต็มแต่ยังจำได้แม่นยำอยู่ทุกลมหายใจ แม่หันขวับไปเห็นเด็กหญิงตัวจ้ำม่ำใส่ชุดสีชมพูวิ่งเข้ามาหา ตอนนั้นแม่หอบของหนักมากอยู่มือหนึ่ง แต่พอเห็นอุ๊ก เหมือนมีอุลตร้าแมนมาปล่อยแสงมอบพลังวิเศษให้หรือยังไงนี่แหละ แม่สามารถอุ้มหนูขึ้นมาไว้ด้วยแขนข้างเดียวแล้วกอดซะแน่น น้ำตาไหลแม่ไหลพรากเลอะแก้มขาว ๆ ที่ป๊าอุตส่าห์โบ๊ะแป้งให้หนูมาเต็มไปหมด แล้วแม่ก็มองไปเห็นป๊ายืนยิ้มอยู่ตรงแถว ๆ นั้น ป๊าดูโทรมไปเลยแฮะ สงสัยเหนื่อยกับการเลี้ยงอุ๊กคนเดียว แต่ก็ยังยิ้มให้แม่ ช่วยขนกระเป๋าอีก ไม่ว่าอะไรสักคำ แม่อยากจะร้องไห้วิ่งไปกอดป๊าอีกคน แต่มันจะดูประเจิดประเจ้อไปสำหรับวัฒนธรรมบ้านเรานะลูก เขาไม่แสดงความรักความคิดถึงกันแบบนี้

 

ไปคราวนี้ทำให้แม่ตัดสินใจเรื่องการงานได้ง่ายขึ้นด้วยนะ คือถ้ามีผู้ใหญ่มาขอให้แม่ไปทำงานในประเทศพวกนี้ แม่สามารถตอบปฏิเสธได้ทันทีโดยไม่ต้องตอบว่า  ขอคิดดูก่อนนะคะ เลยล่ะ เพราะแม่รู้แล้วว่าแค่หกคืน เจ็ดวัน ที่ต้องห่างกัน แม่ยังทุรนทุรายกับความคิดถึงขนาดนี้ ถ้าต้องไปอยู่ประจำในประเทศพวกนี้เลย ไม่ว่ามันจะเป็นความก้าวหน้าในการงาน ถึงมันจะสวยขนาดไหน แม่ไม่เอาด้วย รอไว้อุ๊กโตหน่อย และถ้าเกิดหนูอยากไป แม่จะเป็นไกด์พาหนูกับป๊าเที่ยวเอง  (เพื่อไถ่ถอนความผิด ฮา)

 

การมาเที่ยวครั้งนี้เป็นการเปิดหูเปิดตาอย่างที่ใครหลายคนเคยพูดเอาไว้ แม่ได้มาเยือนดินแดนที่แม่ใฝ่ฝันอยากจะมา และมันก็สวยอย่างที่แม่คิดไว้ คำโบราณที่ว่าสิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น นั้นจริงแท้ แม่อ่านหนังสือหลายเล่ม เห็นเมืองพวกนี้ผ่านหนังไม่รู้กี่เรื่อง แต่พอได้มาเห็นของจริง ตัวจริง นั้นทำเอาตะลึงพรึงเพริดไปเลย ถึงมันจะเป็นกำไรชีวิตที่ราคาสูงสักหน่อย แต่แม่ว่ามันก็คุ้มค่าที่ได้มา ปกติแม่ไม่ใช่คนชอบเที่ยว เสาร์อาทิตย์ อุ๊กก็เห็นว่าแม่ไปเดินห้างใกล้บ้านเรา เพราะเดินทางไกล ๆ แล้วแม่เมารถ เมาเรือ เมาเครื่อง ครบทุกอย่าง แล้วแม่ก็เหนื่อยง่ายด้วย แต่ทั้งสามประเทศนี้เป็นที่ที่แม่อยากมามาก ๆ อิตาลีสวยคลาสสิคและอลังการ ฝรั่งเศสสวยเก๋ สวิสเซอร์แลนด์น่าอยู่ แต่ถ้าให้เลือกจริง ๆ แม่ก็ขออยู่ที่เมืองไทยเรานี่แหละลูก เพราะแม่ไม่เคยคิดว่าจะมีที่ไหนในโลกนี้เหมาะกับคนไทยเราเท่ากับผืนแผ่นดินไทย แม่แค่ไปเยือนให้เห็นกับตาเพื่อไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาไว้ในความทรงจำ (และหน่วยความจำของกล้องดิจิตอลที่ป๊าให้ยืมไป ฮา) เท่านั้นเอง แม่สัญญาว่าจะไม่หนีเที่ยวอีกแล้วจริง ๆ  ลูกรัก

1 Comment »

  1. ไม่ใช่คำสารภาพหรอกนะจ๊ะ   แม่มึงก็ทำงานเยอะ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ   ๆ ๆ ๆ ๆๆ   ก็ให้รางวัลชีวิตบ้าง จะเป็นไรไปล่ะ …..เนอะ
    (อืม ก็น่าไปเหมือนกันนะ แต่อีกใจก็คิดว่าไปทำไมหว่า…..)

    Comment by ekarin — December 18, 2006 @ 11:28 pm | Reply


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: