Blossom Stories : Enjoy every minute of life

August 9, 2006

จากสาทรใต้ไปราชดำเนินนอก – เล่าสู่กันฟัง

Filed under: Uncategorized — blossom2219 @ 11:12 pm

       ถนนราชดำเนินเป็นอะไรที่ไกลสุดกู่ในความคิดเรา ถ้าไม่มีธุระจำเป็นก็คงไม่ไป เพราะไปไม่ถูก รู้แต่ว่าเป็นถนนเส้นสำคัญ หน่วยงานราชการเยอะแยะ เหตุการณ์ประท้วงที่สำคัญ ๆ ทางการเมืองก็ขอบเกิดขึ้นแถวนั้น เชื่อไหมว่าเราไม่เคยได้ไปย่านนั้นเลยจนกระทั่งช่วงลาคลอด (ซึ่งก็ยังเป็นพนักงานของแคนนอนอยู่) ไปครั้งแรกที่ตรอกมหาธาตุเพราะต้องตัดครุยสำหรับเข้ารับพระราชทานปริญญาโท ไปครั้งที่สองเพื่อไปรับครุยที่สั่งตัด และครั้งที่ 3 คือการไปสอบข้อเขียนที่ตึกที่ทำการองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย หรือ ยูเอ็น อันเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางหน้าที่การงานของเราเลยแหละ

     กว่าจะไปถูกเรานั่งทั้งรถเมล์ รถแท็กซี่อ้อมไปมาหลายตลบ ถามเพื่อนฝูงและรุ่นน้องมีแต่คนรู้จักทั้งนั้น ประมาณว่าคงเป็นสถานที่สำคัญและโดดเด่นมาก (และก็คงเป็นทางผ่านของการเดินทางในชีวิตประจำวันของพวกเขาละมัง เราเดาเอา) ไอ้เรารึก็เกิดในเมือง เรียนใกล้บ้าน ทำงานใกล้บ้าน ก็คือในเมืองนั่นแหละ ชีวิตนี้ไม่เคยหนีจากใจกลางกรุงเลย แค่เอ่ยชื่อว่าถนนราชดำเนินก็รู้แต่ว่ามันไกลโข คำอธิบายของทุกคนตรงกันหมดคือ บอกว่าอยู่ตรงหัวมุมแยกที่มีน้ำพุ หาง่ายมาก มีธงเยอะ ๆ หลังคาสีเขียว โอ้ย อะไรมันเป็นสถานที่ที่ป๊อปปูล่าขนาดนั้นเลยเหรอ บังเอิญว่าตอนเราไปก็ดันไปลงอีกฝั่งหนึ่งของตึก ก็เลยไม่ได้เห็นธงอีก น้ำพุก็ไม่เห็นมี กว่าจะรู้ว่าธงอยู่ตรงไหนก็มาทำงานได้เดือนกว่าแล้วล่ะ  อันนี้เป็นความเป๋อในเรื่องเส้นทางของเราเองซึ่งเราภาคภูมิใจ

     ตำแหน่งงานที่เราสมัครก็คือ Personnel Assistant หรือผู้ช่วยฝ่ายบุคคล ถ้าไม่ได้ประสบการณ์การทำงานก่อนหน้านี้ที่แคนนอนก็คงไม่ได้เข้ารอบมาหรอก แต่ก็ต้องยกความดีให้ประสบการณ์การทำงานที่รอยเตอร์ด้วยเพราะเป็นองค์กรข้ามชาติเหมือนกันและเราได้เรียนรู้งานบริหารมากมายจากที่นั่นด้วย เขาต้องการคนที่มีประสบการณ์ด้านงานบุคคล และผ่านงานในองค์การข้ามชาติมาอย่างน้อย 5 ปี นับเป็นงานแรกที่เราใช้วุฒิปริญญาโทสมัครซึ่งฟังดูดีจังและก็คงทำให้เราดูดีด้วย

 

          วันที่ไปสอบข้อเขียนเรายังเจอเพื่อนที่เรียนอักษรฯ ด้วยกันเลย มีคนมาสอบเกือบ 30 คนเห็นจะได้ เราทำข้อสอบภาษาอังกฤษเสร็จเป็นคนแรกตามเคย (ไม่ได้เก่งอะไรหรอก แต่เป็นคนที่ไม่สามารถนั่งก้มหน้าก้มตาในห้องสอบได้เกิน 40 นาที ทำข้อสอบแล้วไม่เคยทวนเพราะจะทำให้คิดหน้าคิดหลังสับสนเป็นกำลังสองกำลังสาม ดูแค่จำนวนตัวเลือกที่กาตรงกับจำนวนคำถามในข้อสอบนั้นพอแล้ว) แต่ข้อสอบคอมพิวเตอร์นี่งงจัง ออกมามึนตึ้บ มันก็ไม่ได้ยากมากสำหรับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์บ่อย ๆ และรู้จักเล่นกับหน้าที่การทำงานต่าง ๆ บนหน้าจอ (เรากล้าบอกเลยว่าถ้าสามีเราทำข้อสอบนี้ละก็ได้คะแนนเต็มชัวร์) ซึ่งทำให้เราไม่ติดหนึ่งในหกของผู้สมัครที่เขาเรียกมาสัมภาษณ์รอบแรก แต่เหมือนดวงจะได้งานที่นี่ล่ะนะ กรรมการไม่ถูกใจพวกนั้นเลยนัดผู้สมัครคนต่อ ๆ มาอีก 3 คน ก็เลยมาถึงเรา เราได้มารู้ทีหลังว่าคะแนนภาษาอังกฤษเราก็ไม่ได้เป็นรองใครเท่าไหร่หรอก ได้ตั้ง 83 ได้ที่ 3 แต่คะแนนคอมพิวเตอร์ไม่เริ่ดนัก ปรากฎว่าเราได้สัมภาษณ์เป็นคนแรก (ของรอบสองนี้) ระหว่างการสัมภาษณ์จนสัมภาษณ์เสร็จ เราบอกได้เลยว่าเขาถูกใจและถูกชะตาเรา กรรมการสัมภาษณ์เป็นคนไทย 2 คนและเป็นฝรั่งหน้าแขกอีกหนึ่งคน สามรุมหนึ่งเชียวล่ะ เราไม่ได้ตื่นเต้นนักเพราะเคยได้ข้อความปฏิเสธมาแล้ว (และแอบนึกในใจว่าสงสัยเขาจะส่งผิด) พยายามไม่หวังอะไรมาก รู้สึกผ่อนคลายเป็นพิเศษตอนสัมภาษณ์ เป็นการคุยภาษาอังกฤษที่ยาวนานประมาณหนึ่งชั่วโมง ตบท้ายด้วยการให้เราเล่างานอดิเรกให้ฟังเป็นภาษาฝรั่งเศส ไอ้เราก็ยังไม่ได้เอาวิชาคืนครูบาอาจารย์ไปนี่นา สำเนียงก็ไม่เป็นรองใคร ฝรั่งที่สัมภาษณ์เลยชวนคุยภาษาฝรั่งเศสด้วยไม่หยุด (มารู้ตอนหลังว่ากรรมการสัมภาษณ์ที่เป็นคนไทยไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย) เย็นนั้นเขาติดต่อให้เราเข้ามาพบผู้ใหญ่คนหนึ่งเช้าวันรุ่งขึ้นพร้อมกับเตรียมตัวไปตรวจสุขภาพด้วย เรายังอยู่ในช่วงลาคลอดก็สามารถไปได้ตามเคย แล้วเย็นนั้นเขาก็โทรมาคุยกับเราเรื่องรายได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง แล้วเราก็ตัดสินใจโบกมือลาสาทรใต้ มุ่งหน้าราชดำเนินนอก (ที่ยังไปไม่ค่อยเป็น) ทันที

 

   ที่นี่พนักงานเรียกตัวเองว่าเป็นข้าราชการอินเตอร์ รายได้ก็เลยมากกว่าพอประทังชีพ สวัสดิการต่าง ๆ ดีมาก องค์กรเอกชนเทียบไม่ติด ที่กล้าบอกเพราะมั่นใจว่าเคยผ่านงานในบริษัทฯ เอกชนชั้นนำมาแล้วหรอกนะ โดยเฉพาะสวัสดิการสำหรับคนที่มีครอบครัวแล้ว มีเงินให้ลูกปีละ 25000 บาท 25 ปี หรือจนกว่าลูกจะมีงานทำ วันหยุดพักร้อนปีละ 30  วัน ค่ารักษาพยาบาลเบิกได้ 80 เปอร์เซ็น หรือปีละ 400000 บาท ค่าทำฟัน ตัดแว่นก็เบิกได้ ลาคลอดได้ 4 เดือนซึ่งได้เงินเดือนเต็ม มีกองทุนบำเหน็จบำนาญให้ พนักออก 7.9 เปอร์เซ็นต์ องค์กรสมทบให้อีก 15.8 เปอร์เซ็นต์แน่ะ และเงินเดือนก็ไม่ต้องเสียภาษี ที่สำคัญเราทำงานน้อยลงวันละชั่วโมงหนึ่งแน่ะ คือถ้าเข้างานแปดโมงก็จะเลิกสี่โมงแทนที่จะเป็นห้าโมง ไม่มีการตอกบัตรรูดบัตรเข้างานเหมือนรอยเตอร์เลย โอ้พระเจ้า จอร์จ มันยอดมาก เราเลือกเข้างานเจ็ดโมงเช้า ทำงานถึงประมาณบ่ายสามโมงสิบห้าก็ได้กลับบ้านไชโย (กะว่าจะได้ไปรับลูกตอนเลิกเรียน คิดการไกลขนาดนั้นน่ะ) ได้ใส่กางเกงมาทำงานทุกวันอีกต่างหาก บอกลาถุงน่องพร้อมกับสาทรใต้ได้เลย

 

    ถนนราชดำเนินนอกทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ ตื่นเช้ากว่าเดิมเพื่อเดินทางไกลประมาณ 8 กิโลเมตร (ยาวที่สุดในชีวิตการทำงานก็ว่าได้)  นั่งรถเมล์ 2-3 ต่อโดยที่ไม่ค่อยรู้ว่ามันวิ่งผ่านอะไรไปไหนบ้าง คอยนับป้ายที่จะลงอย่างเดียว ถนนอะไรก็ไม่รู้ (ราชดำเนินนอก) ป้ายรถเมล์ที่จอดให้คนลงอยู่เลนกลางถนน ป้ายรถเมล์อยู่หน้ายูเอ็นเลยแต่ต้องข้ามถนนอีก เดือนแรกที่ทำงานจำได้ว่าเหนื่อยกับการนั่งรถเมล์มาก เพราะมันช่างไกลเหลือเกิน อาจเป็นเพราะเหม็นควันรถด้วยมั้ง งีบหลับบนรถเกือบทุกวัน ต่อมาเราเริ่มดูแผนที่ ศึกษาเส้นทาง เพราะแฟนเราบอกว่าสนามหลวงไปได้หลายทาง ประมาณว่ายูเอ็นก็คงเหมือนกัน เราเริ่มรู้จักเส้นทางรถเมล์ใหม่ ๆ ที่พาเรามาถึงที่ทำงานได้เร็วกว่าเดิมและไม่พาเราอ้อมรอบเมือง แต่นั่นก็หมายถึงการนั่งวันละประมาณ 3 สายต่อเที่ยวทีเดืยวนะ คิดดูดิ้นรนขนาดไหน เราไม่ชอบขับรถ มันดูวุ่นวาย และแฟนก็ไม่ยอมให้ขับมาทำงานเพราะความที่เราเป็นคนใจร้อน ก็เลยต้องนั่งรถเมล์ แต่เราก็ชอบนะ รถว่าง ได้นั่งตลอด (นั่งกินขนมมันตลอดทางเลย)

      ตึกแถวราชดำเนินค่อนข้างเตี้ย เห็นเขาว่าเพราะอยู่ใกล้พระบรมมหาราชวัง และสถานที่ราชการสำคัญ ๆ รู้สึกว่าตึกยูเอ็นจะเป็นตึกที่สูงที่สุดเลยมีตั้ง 15 ชั้น ตอนกลางวันแดดร้อนเปรี้ยง ไม่มีที่ให้ช้อบเลย ตึกที่ติดกับยูเอ็นก็คือกองทัพบกซึ่งพลเรือนอย่างเรา (และคนทั่วไป) คงไม่อยากไปกินข้าวในนั้น แค่เดินเข้าไปกดเอทีเอ็มทียังขอให้เรารายงานตัวและถอดแว่นกันแดดออกด้วย อะไรวะ ก็ตู้เอทีเอ็มของธนาคารทหารไทยนี่ประชาชนที่เป็นลูกค้ามันกดไม่ได้หรือไงก็ไม่รู้ นอกจากนี้ก็เห็นว่าฝั่งตรงข้ามเป็นเวทีมวยราชดำเนิน ถัดไปหน่อยเป็นการท่องเที่ยว กระทรวงเกษตรฯ คิดถึงละลายทรัพย์จับใจ แต่อยู่ไปซักพักเราก็เริ่มปีกกล้าขาแข็งไปสำรวจย่านใกล้เคียงที่อยู่ในระยะคิวสามล้อวิ่ง เช่น เทเวศร์ วิสุทธิกษัตริย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ฟังชื่อแล้วหรูมากเลย เกิดมาก็เพิ่งได้ไปกะเขานี่แหละ สินค้าที่ให้ช้อปก็ไม่เหมือนละลายทรัพย์หรอกนะ เสื้อผ้าสวย ๆ สไตล์สาวออฟฟิศ บริษัทโฆษณาเห็นจะไม่มีหรอก มีแต่เสื้อกระโปรงชุดผ้าไหม ผ้าคลุมใหล่ มีเสื้อผ้าเด็กเยอะ ของเล่นเด็ก อาหารสด อาหารแห้ง ประมาณว่าสินค้าเพื่อข้าราขการและคนวัยกลางคนโดยแท้ ราคาย่อมเยาว์ แอร์ที่ออฟฟิศค่อนข้างเย็นเกิน พอเที่ยงปุ๊บเราก็ตะเกียกตะกายออกมาข้างนอกตลอด ทั้งที่ในที่ทำการสหประชาชาติของเรามีทุกอย่างเลยนะ

      ในตึกยูเอ็นมีโรงอาหาร 2 แห่ง อยู่ชั้น 1 กับชั้น 4 เรียงตามลำดับราคาและความหรูหรา ชั้นหนึ่งตกแต่งระดับน้อง ๆ โรงแรม แต่ขายอาหารไทยเท่านั้น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ราคาประมาณ 30 บาท แต่ชั้น 4 เป็นอาหารอินเตอร์ มีข้าวแกงเหมือนกันแต่ดูดีกว่ามาก บวกกับอาหารนานาชาติอย่างพาสต้า สลัด สเต็ก มีอาหารหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วง ผลไม้ให้เลือกกินตลอดปี ราคาเริ่มที่ 40 บาท น้ำเปล่าฟรี ที่นั่งสบาย เราเป็นลูกค้าประจำอยู่พักหนึ่ง แต่พอเริ่มปีกกล้าขาแข็งอย่างว่าก็บินไปหาแม่ค้าข้างถนนได้อารมณ์กว่า

     ในตึกยังมีร้านขายเครื่องดื่มพวกชาร้อน โกโก้ โอวัลติน ขนมปัง แฮม พายต่าง ๆ ด้วย ซึ่งจะเข็นรถมาให้เลือกถึงที่ตอนสาย ๆ แบบว่าทำงานไปกินไปไม่ว่ากัน ชอบจัง เราซึ้อทุกอย่างที่เข็นมาขาย ไม่เคยหิว นอกจากนี้ยังมีบริการของแม่บ้านประจำชั้นด้วย สามารถสั่งมาม่าไก่ใส่แฮม ใส่ผักกาดแก้ว อะไรต่ออะไร ชามละ 30 บาท ขนมปังปิ้ง โจ๊ก ก็สั่งได้ บริการส่งถืงที่ นั่งกินที่โต๊ะได้เลย อยู่ที่นี่สมบูรณ์พูนสุข

     เจ้าหน้าที่ยูเอ็นเดินทางกันบ่อย ข้างในนี้เลยมีบริษัทท่องเที่ยวหรือ Travel Agency อยู่ในนี้ด้วย จองตั๋วเครื่องบิน รับตั๋ว กันได้เลยไม่ต้องไปไกล นอกจากนี้ก็มีธนาคารไทยพาณิชย์อยู่ในตึก พร้อมด้วยตู้เอทีเอ็มอีก 2 ตู้ น่าจะมีลูกค้าทั้งยูเอ็นประมาณ 1300 รายได้หรอก  ความหรูหรายังไม่หมดแค่นี้นะ เรายังมีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ในตึก ร้านขายของที่ระลึก และมีคลีนิกอยู่ในนี้เลย มีหมอและนางพยาบาลประจำการตลอด พร้อมสำหรับการผ่าตัด จ่ายยา ตรวจรักษาโรคทุกอย่างเลย ถ้าใครไม่สบายก็เดินลงมาหาหมอ ไม่เสียตังค์ ด้วยหน้าที่การงานหรือความเป็นองค์กรระดับนานาชาติที่สำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนี่มั้ง ทำให้พวกเจ้าหน้าที่หรือพนักงาน (ก็ลูกจ้างละว้า) ของยูเอ็นมีเอกลักษณ์มาก ๆ ประมาณสวย เชิด เริ่ด หยิ่ง เก่ง หรู ครบสูตร ก็เข้าใจล่ะนะว่าไม่เก่ง ไม่เจ๋ง ไม่แน่จริง ก็คงไม่ได้เข้ามา แต่ละคนกว่าจะสะสมความเก่ง ความเจ๋ง ก็คงราว ๆ 30 ตอนเราเข้าไปเนี่ย เด็กสุดในนั้นเลย และการที่แต่งงานมีครอบแล้วเนี่ย เป็นเสมือนสิ่งมหัศจรรย์ของโลกสำหรับคนในนั้นเลย คิดดูผู้หญิงในนั้นหลายคนทำงานมา 20 กว่าปี แต่ยังไม่ได้แต่งงานเลยจนจะเกษียณก็มี อึ้งไปเลยอ่ะ (ไว้เล่าต่อนะ)

 

 

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: