Blossom Stories : Enjoy every minute of life

December 12, 2011

ปรากฏการณ์ Facebook

Filed under: Lifestyle — blossom2219 @ 12:13 pm

ดิฉันได้ยินคำว่า Facebook ครั้งแรกตอนปลายปี 2550 (จำได้ว่า ตอนนั้นยังไม่ค่อยระบาดในหมู่คนไทยมากขนาดนี้ เพราะยังไม่ support ภาษาไทย ) เนื่องจากต้องเข้าอบรมกับเพื่อนวิทยากรหลายประเทศ และเพื่อนชาวอังกฤษคนหนึ่งก็ได้ส่งคำเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกับเขาด้วย (สมัยนั้นรู้สึกเราจะเป็นสมาชิกได้จากคำเชิญเท่านั้น) ดิฉันเลยมี facebook account ของตัวเอง ณ บัดนั้น แต่ไม่ค่อยได้เล่นอะไรแบบ active มากมาย เพราะเล่นไม่เป็น เพิ่งเริ่มมาใช้บริการเยอะขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี่เองตอนที่มีรุ่นน้องคนหนึ่งขอให้ย้ายบล็อกที่เคยเขียนมาไว้บนนี้บ้าง เพื่อเธอจะได้อ่านง่ายขึ้น และดิฉันก็รู้สึกว่ามันมีฟังก์ชั่นการใช้งานหลายอย่างที่ตอบสนองความต้องการดิฉันอยู่เหมือนกัน คล้ายกับบล็อกที่เคยมีแต่ใช้ง่ายกว่า รวดเร็วกว่า และคุณภาพการจัดเก็บข้อมูลดีกว่า

 ด้วยความที่ไม่ได้ใช้ชื่อจริง-นามสกุลตาม format ของเฟซบุค ก็เลยไม่ค่อยมีคนรู้ว่าดิฉันเล่น (เฟซบุค) กับเขาด้วย  จะมีแค่คนที่รู้จักตัวตนจริงๆ เท่านั้นเองที่ดิฉันจะยอมเปิดรับให้เข้ามาดูโลกส่วนตัวใบน้อยๆ ของดิฉันได้ ดิฉันไม่เคยอยากมีเพื่อนเยอะมากมายแข่งกับใครๆ  ถ้าเป็นใครที่ไหนที่ไม่รู้จักมาขอเป็นเพื่อนด้วย ดิฉันไม่ค่อยรับ (บางทีขนาดรู้จักก็ยังไม่รับเลย) ตอนแรกจะมีแต่เพื่อนชาวต่างชาติสมัยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนและครอบครัวอุปถัมภ์ในตอนนั้น เพราะพวกเขาพยายามตามหาดิฉันอยู่หลายปีดีดัก เพื่อนที่ทำงานในปัจจุบันนั้นแทบไม่มีเพราะดิฉันแยกโลกส่วนตัวกับเรื่องงานค่อนข้างเด็ดขาด ดิฉันไม่เคยเล่นเกมปลูกผักปลูกหญ้า เลี้ยงปลาเลี้ยงไก่ ทำอาหารอะไรบนนี้ บอกตรงๆ ว่าเสียเวลาและไร้สาระ

ถึงตอนนี้ดิฉันรู้สึกว่า คนไทยหลายคนเสพติดเฟซบุค ไม่แน่ใจว่าด้วยความเหงาหรือเปล่า และ Social Network ก็อัพเกรดตัวเองจากความนิยมที่มันได้รับจนกลายมาเป็นแหล่งข้อมูลและปัจจัยหลักในชีวิตเราไปเสียแล้ว สังเกตุจากพาดหัวข่าวจำนวนมาก โดยเฉพาะข่าวดารานักร้อง หรือแม้แต่นักการเมือง นักวิชาการ ไม่ต้องขอนัดสัมภาษณ์ถ่ายรูปอีกต่อไปแล้ว เข้าไปในหน้าเฟซบุคก็ได้ทุกอย่างที่ต้องการทั้งรูปและคลิป ยังจะพวกที่บีบีหรือ twitter กันอีก เป็นข่าวได้หมดไม่ต้องเสียเวลานั่งเทียนเขียนข่าวหรือออกไปหาข่าว

แทบทุกคนใช้เฟซบุคเป็นเครื่องมือในการระบายออก status หรือ สถานะของคนที่เล่นนั้น เกินครึ่งจะเป็นการให้ข้อมูลที่เรียกร้องความสนใจถึงระดับคร่ำครวญ เช่น “รถติดหน้าพารากอนมา 2 ชั่วโมงแล้ว”, “พรุ่งนี้จะไปเที่ยวเกาหลีค่ะ” บางทีก็มีการสบถหยาบคายตามนิสัยเจ้าของออกมาให้เห็นกันเลย  ดิฉันมองเห็นปมด้อยและความอึดอัดของคนพวกนี้ว่า ไม่มีที่ระบายหรือเปล่า? ทำไมไม่หันไปบอกคนที่เรารัก หรือคนในครอบครัว ทำไมต้องป่าวประกาศให้สังคมรู้กันทั่ว หรือเพราะต้องการให้คนเข้ามาคลิก Like แล้วโพสต์ตอบ? ซึ่งมันมามีความหมายมากกว่าอ้อมกอดอุ่นๆ และถ้อยคำดีๆ ข้างหูตั้งแต่เมื่อไหร่กันนี่

ข้อดีของมันก็มีนะคะสำหรับคนที่ฉลาดใช้ให้มันเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์และทำการตลาด แทบทุกองค์กรน้อยใหญ่มี facebook ไว้ให้ผู้ชื่นชอบมาติดตามความเคลื่อนไหวกันทั้งนั้น นิตยสาร นักเขียนล้วนมีหน้า facebook ของตนไว้ต้อนรับคนอ่านและแฟนานุแฟน นักคิดหลายคนโพสต์แนวคิด แง่คิด มุมมองที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ควรค่าแก่การเผยแพร่ ถ่ายทอดและบอกต่อไป

เทคโนโลยีรุกล้ำเข้ามาในชีวิตประจำวันของเราเร็วมากแบบที่หลายคนคงคิดว่า ถ้าไม่ปรับตัว คงถูกทิ้งไว้หลังเขา ดิฉันประกาศตรงนี้ว่า ขอยอมอยู่หลังเขาค่ะ ไม่ต้องเขาหิมาลัยก็ได้ คนรอบตัวดิฉันมากมายไม่มีเฟซบุคและพวกเขาก็ดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขดี ไม่ได้ต่อต้านนะคะ แต่ดิฉันไม่มีวันยอมแลกการเกาะกุมมือ ไออุ่นของอ้อมกอด และเสียงบอกรัก กับสัญลักษณ์ใดจากใครบนเฟซบุคเป็นอันขาด ถ้าเรายังไม่ตายจากกัน อยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน กรุณามาบอกรักด้วยตัวจริงเสียงจริงเถอะค่ะ เพราะมันมีค่า ตราตรึงใจ ยืนยงกว่าเป็นไหนๆ  ที่สำคัญมันมีตัวตน สัมผัสได้จริงค่ะ ไม่ใช่สิ่งที่ล่องลอยอยู่บนไซเบอร์สเปซของใครก็ไม่รู้

December 9, 2011

ก่อนปฏิทินใบสุดท้ายจะถูกฉีกออก

Filed under: Lifestyle — blossom2219 @ 10:51 pm

เผลอแป๊บเดียว ปี 2554 กำลังจะปิดฉากลงแล้วค่ะ ไวเหมือนโกหก เวลาและวารีไม่ยินดีจะคอยใครจริงๆ และดิฉันรู้สึกขอบคุณทุกอย่างที่มีประสบการณ์มากมายในปีนี้ไว้ให้จดจำ

ตอนแรกดิฉ้นเคยคิดว่าปีนี้ไม่น่าจะได้เดินทางไปไหนมากนัก เอาเข้าจริงก็ยังได้ขึ้นเหนือล่องใต้กับเขาค่ะ แถมหนึ่งในทริปนั้น ยังได้กระเตงอุ๊ก อุ๊ก พร้อมด้วยคุณตาคุณยายขึ้นเครื่องไปด้วยกันถึงภูเก็ตโน่นเลย ทุลักทุเลและเหนื่อยกับงานพอสมควร แต่ก็ไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลังเพราะคนที่เรารักอยู่กับเราพร้อมหน้า

ปีนี้นับเป็นปีแห่งความบันเทิงของดิฉันก็ว่าได้ เพราะได้ให้รางวัลตัวเองด้วยมหรสพชั้นดีหลายคราอยู่ ได้ไปดูคอนเสิร์ต Dancing Queen ซึ่งลุ้นหาบัตรเข้างานจนนาทีสุดท้าย เรื่องนี้สอนบทเรียนดิฉันว่า ถ้ามุ่งมั่นซะอย่าง ยังไงก็ต้องได้ (ดู) แม้ความหวังจะเลือนลางจนมองไม่แทบไม่เห็น แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีค่ะ ตราบใดที่เราไม่ถอย..หมายเหตุ ความหลังเรื่องคอนเสิร์ตครั้งนี้มีเยอะมาก ขอบคุณน้องอ๋อมสำหรับกำลังใจและความช่วยเหลือนะคะ และขอบคุณเบนโตะที่ไม่เคยเสื่อมศรัทธาในตัวพี่สาว

นอกจากคอนเสิร์ต ดิฉันยังได้ดูละครเวทีอลังการงานสร้างอย่างทวิภพ และยังได้ดูเดี่ยว 9 ด้วย ซึ่งรายการหลังนี้จัดเต็มไปทั้งลูกสาวและคุณยาย หัวเราะเฮฮาปาจิงโกะกันทั้งบ้านกับความประทับใจที่ไม่รู้ลืม อุ๊กบอกว่า ความสุขของอุ๊กคือการเล่น แม่บอกอุ๊กไปว่า ความสุขของแม่ คือการเห็นอุ๊กและคุณยายมีความสุข..ว่าแล้วเธอกอดดิฉันเบาๆ แล้วจับมือดิฉันไว้ทั้งคืน

ปีนี้อุ๊กขึ้น ป.3 กำลังชอบเสก็ตน้ำแข็งอย่างมาก เลยทำให้ดิฉันต้องลงไปถูไถบนลานกับแกด้วย (หลังจากไม่ได้เล่นมา 20 ปี) ดิฉันได้เรียนรู้ว่า คุณแม่อินดี้ (อย่างเรา) นั้นต้องฟิตร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอเพื่อจะได้ทำกิจกรรมอินดี้แบบนี้กับลูกสาววัยกำลังโตได้และ ดูเหมือนเป็นพี่น้องกัน มากกว่าจะเป็นแม่ลูก ฮา

 เรื่องราวที่น่าใจหาย อย่างการพลัดพราก ก็มีเหมือนกัน แต่ก็ให้บทเรียนกับดิฉันเช่นกันค่ะ ว่าชีวิตคนเรานั้นสั้นจริงๆ อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยั่งรู้ (ต่อให้รู้ได้ก็ไม่อยากรู้) เพราะฉะนั้นจงทำวันนี้ให้ดีที่สุด เต็มที่กับทุกนาที บอกรักให้คนที่เรารักได้ยินชัดๆ เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะได้บอกไหม ดิฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าปีหน้าจะเป็นปีชงหรือปีทองของใครบ้าง แต่รู้อย่างหนึ่งว่าปีหน้า ดิฉันจะมีความสุขมากกว่าเดิมอีก เพราะเดือนกุมภาพันธ์จะมีตั้ง 29 วันแน่ะค่ะ

ชีวิตนี้เราเลือกได้ค่ะ เลือกให้หัวใจเรามีความสุขมากกว่าความทุกข์ และขอให้หัวใจเราพองโตพอที่จะรับได้ทั้งความสุขและความทุกข์อย่างมีสติและเข้มแข็ง อย่าลืมสูดหายใจลึกๆ และมีความสุขกับทุกวันของชีวิตนะคะ .

October 31, 2011

หมอดูคู่กับหมอเดา?

Filed under: Books,Lifestyle — blossom2219 @ 10:05 pm

มีผู้หญิงคนไหนไม่เคยดูหมอบ้างไหมคะ? หมอดูนะคะ ไม่ใช่นายแพทย์ตามโรงพยาบาลหรือคลีนิก โน้ต อุดมเคยล้อเลียนเรื่องของผู้หญิงกับการชอบดูหมอไว้ในเดี่ยว 8 ซึ่งทำเอาผู้ชายเฮ และผู้หญิงกรี๊ดสลบเพราะพี่แกพูดซะโดนใจ แม้ใครจะค่อนขอดว่าหมอดูคู่กับหมอเดา ผู้หญิงเราก็ยังจะดูค่ะ ประมาณ หมอดูกับข้า ใครอย่า (บังอาจมา) แตะ ฮา

 ว่ากันว่าผู้หญิงกับการดูหมอเป็นของคู่กันเหลือเกิน เป็นเหมือนที่พึ่งทางใจอย่างหนึ่งก็ว่าได้ เป็นสิ่งคลายเครียด แล้วก็เป็นการบำบัดด้วย ประมาณว่าพ่อแม่ คนรอบตัว ผู้มีความรู้ความสามารถให้คำแนะนำอย่างไร เราไม่ฟัง เราไม่เชื่อ แต่เราเชื่อหมอดูแบบปักใจให้เต็มร้อย เพื่อนที่ทำงานบางคนดั้นด้นหาของพิสดารไปทำบุญกลางแม่น้ำยามดึกดื่น หรือ บางคนยอมกินมังสวิรัติในวันเกิด ตามที่หมอดูทัก ของเขาแรงจริงค่ะ ต้องยกให้

งานนี้ดิฉันเข้าข่ายอยู่ในกลุ่มผู้หญิงส่วนน้อยค่ะเพราะดูหมอไม่ค่อยบ่อย (หมายเหตุ เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ รอบตัว) สาเหตุเพราะเป็นคน(โคตร)คิดมาก เลยกลัวจะได้ยินหมอทำนายทายทักอะไรที่ไม่สู้ดี จริงๆ ปัญหาของเรา เราก็รู้อยู่เต็มอกละ แต่ถ้าใครมาพูด มาทักสไตล์พ่อหมอแม่หมอนี่ จะด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร ดิฉันรู้สึกเหมือนมันจะกลายเป็นคำสาปที่จะฝังอยู่ในสมองส่วนกลางของตัวเองชอบกล ตัดปัญหาไม่ดูดีกว่า ยิ่งหมอไหนที่ว่าแม่น นี่ไม่เข้าใกล้เลย

แต่ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ดิฉันมีโอกาสได้ดูหมอไพ่ยิปซีอยู่หลายครั้ง เพราะน้องที่ชวนไปเขาว่าแม่น ดิฉันมักจะไม่ค่อยเล่าอะไรมาก สิ่งที่ติดอกติดใจก็คือ ทุกครั้งดิฉันจะเปิดได้ไพ่ใบเดิมๆ ต่อหน้าหมอทุกคน แล้วแม่หมอก็ทำนายออกมาไม่ค่อยเหมือนกัน เลยบังเกิดความกระหายใคร่รู้เป็นการส่วนตัวจนต้องดิ้นรนไปหาคำตอบเอาจากร้านหนังสือซะหน่อย อยากรู้ที่มาของไพ่ ความหมายของไพ่ ประวัติความเป็นยิปซี ของความศักดิ์สิทธิ์ หรือมนต์ขลังอะไรที่เขาร่ำลือ ดิฉันก็สุ่มเลือกมาเล่มหนึ่ง อ่านจบไป แต่ยังค้างๆ คาๆ อยู่ค่ะ

จนเมื่ออาทิตย์ก่อนระหว่างรอคุณลูกเลือกหนังสือนิทานและการ์ตูน ดิฉันเข้ามุมโหราศาสตร์อีก หยิบหนังสือ “จาก The Fool ถึง The World และเหล่าผองเพื่อน…” ของคุณเดวิด บุญทวี ขึ้นมาพลิกดู หยิบง่ายเพราะหนังสือวางอยู่หน้าสุด (เพิ่งตีพิมพ์ไม่นานเองค่ะ) พออ่านคำนำไปสองหน้า มีอันโดนใจอยากกระแทกกด Like แรงๆ เลยต้องพาหนังสือกลับบ้านมาด้วยพร้อมกับการ์ตูนของลูก ฮา

สำนวนและลีลาการเขียนของเขาไม่ธรรมดาค่ะ อย่างน้อยก็ต่างจากหนังสือที่เขียนโดนหมอดูไพ่ยิปซีที่เคยอ่านมาแบบคนละโลกเลย เขาบอกว่า “ผมไม่เชื่อเรื่องงมงายไสยศาสตร์และไม่อนุญาตให้มันมาแปดเปื้อนปลอมปนในงานไพ่ยิปซี”ของเขา โดยเน้นว่าไพ่ยิปซีของเขา “ต้องสร้างแนวทางการดำเนินชิวิตด้วยหลักสติปัญญาให้ผู้คน” นี่มังคะ คำตอบที่ดิฉันอยากได้จากบรรดาหมอดูทั้งหลาย ทั้งหมอดูไพ่ยิปซี หมอดูไพ่ป๊อก หมอดูลายมือ หรือหมอที่ดูจากวันเดือนปีตกฟาก

ดิฉันว่ามันมีเส้นบางๆ อยู่ระหว่างความเชื่อ กับ ความงมงาย ข้อคิดของคุณเดวิดทำให้ดิฉันรู้สึกว่าทุกอย่างมีที่มาที่ไปและสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผล ไม่ใช่การเชื่อแบบขาดสติ

ขอออกตัวก่อนว่าดิฉันไม่ได้คิดจะมายึดอาชีพทางนี้นะคะ แค่อ่านเอาความรู้ประดับสมองน้อยๆ ของตน แต่หนังสือของเขาให้แนวทางที่ดี ชัดเจน เป็นเรื่องเป็นราว จนคนที่สนใจทั่วไปสามารถยึดเป็นอาชีพได้เลย อ่านแล้วรู้สึกว่าศาสตร์ด้านนี้น่าสนใจมากและไม่ได้ลี้ลับเกินกว่าสามัญชนที่ไม่ได้มีพลังจิตใดๆ จะเข้าใจ เป็นอีกหนึ่งอาชีพสุจริตนะคะ

ที่ประทับใจเป็นการส่วนตัว เห็นจะเป็นเรื่องการใช้ภาษาของเขาค่ะ แตกฉาน เด็ดขาด และชัดเจนสุดๆ เขาเลือกใช้คำได้ระรื่น มีเสน่ห์มาก นอกจากนี้ยังมีความร่วมสมัยที่ทำให้ลีลาการเขียนดูไม่จืดชืด ไม่น่าเบื่อ อ่านประวัติดู เห็นว่าไม่ได้จบทางภาษา แต่รู้สึกได้เลยว่าพี่แกอ่านเยอะ ค้นคว้าเยอะ และรู้เยอะมาก ขอยกตัวอย่างสักนิดนะคะ ตำราแบบเดียวกันของคนอื่นเนี่ย จะแปลความหมายไพ่ออกมาตามพจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ทื่อๆตรงๆ เช่น The Hermit ก็คือไพ่ฤาษี หรือ สร้างสรรมาอีกนิด ก็ ผู้สงบและสันติ แต่ของคุณเดวิดใช้คำว่า “โดดเดี่ยวผู้น่ารัก” ป้าดดดด คนทำงานแปลอย่างเราอึ้งไปเลย (และอมยิ้มด้วยความชอบใจ) หรือ The Moon ส่วนมากก็เห็น ไพ่ดวงจันทร์  พี่แกใช้คำว่า “พระจันทร์หม่น คนหมอง”  โอ้ว มายก๊อด คิดได้ยังไง คิดได้ยังไง

นอกจากนี้ รู้สึกเขาจะเป็นคนเดียว (?) ที่อธิบายภาพหน้าไพ่ละเอียดมากถึงมากที่สุด แบบรู้ลึกจัง พูดถึงเทพปกรณัมของกรีกโรมันหรือเทวดาฝรั่งราวกับร่วมลงทะเบียนเรียนวิชา Mythology ที่คณะด้วยกันเลย แถมยังตีความสัญลักษณ์เหมือนโรเบิร์ต แลงดอนในรหัสลับดาวินชี่เลย ราคาหนังสือ 200 กว่าบาท ดิฉันว่าไม่แพงนะคะ ถ้าเทียบกับความรู้ที่แกนำมาแบ่งปันให้อย่างหมดเปลือก ซึ่งความรู้ของเขาได้มาจากการค้นคว้าอันยาวนานบวกประสบการณ์ตรงที่สั่งสมไว้ด้วย มันช่วยย่นระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาความรู้ในเรื่องนี้ของผู้อ่านได้เยอะเลยค่ะ

อ่านแล้วได้ความรู้ อ่านไปยิ้มไป ไม่เสียดายตังค์ค่ะ ฟันธง! สุขสันต์วันฮาโลวีนค่ะ

October 23, 2011

ลุ้นระทึก..จากแม่สะเรียงยันเชียงใหม่

Filed under: Travel — blossom2219 @ 11:38 pm

ท่ามกลางการลุ้นระทึกของสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ดิฉันมีเหตุต้องรอนแรมไปปฏิบัติงานเฉพาะกิจไกลถึง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ค่ะ หลายคนเห็นรูปถ่ายที่เพิ่งอัพโหลดขึ้นแล้วอาจเกิดอาการอิจฉาเพราะความสวยงามของทัศนียภาพแถวนั้น แต่ในฐานะคนเดินทางแล้ว…โปรดติดตามอ่านให้ถึงบรรทัดสุดท้ายแล้วกันค่ะ ฮา

คราวก่อนที่มาที่แม่สะเรียง ดิฉันนั่งรถยนต์มาจากแม่สอด เลาะตามเชิงเขา (หรือตรงไหนของเขานี่แหละ) ผ่านหลายร้อยโค้ง ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง คราวนี้ได้ผู้สันทัดกรณีแนะนำว่า ลองขึ้นเครื่องไปเชียงใหม่แล้วนั่งรถลงมาแม่สะเรียงดู ใช้เวลาน้อยกว่าและทางดีกว่า ซึ่งอันหลังนี่ดึงดูดใจมาก เพราะคิดว่าโค้งคงจะน้อยกว่า ไม่อยากเมารถให้เป็นภาระคนขับ เพราะรู้ว่ายาแก้เมารถใช้กับตัวเองไม่ได้ผล

คนขับใจดีบอกว่า เส้นทางนี้ที่สุดในเมืองไทยแล้ว ไปถึงแม่ฮ่องสอนก็ 1800 กว่าโค้งแบบที่เขาคุยกับโครมๆ แหละครับ แต่เราไปแค่แม่สะเรียงก็ประมาณ 900 โค้ง แม่เจ้า! ดิฉันอยากเขกกะบาลตัวเองที่หลงคิดไปว่ามันน่าจะวิ่งรถทางตรงได้แบบที่เป็น “ทางดี” ก็เป็นเมืองหุบเขา ภาคเหนือของเรา จะรอดพ้นโค้งไปได้อย่างไร เฮ้อ โค้งอย่างเดียวไม่พอ ยังเห็นทางขาดแหว่งเป็นจุดๆ เนื่องจากเพิ่งมีดินถล่ม ถนนโค้งที่รถวิ่งสองเลนนั้น บางจุดวิ่งได้เลนเดียว เพราะอีกเลนมันยวบยุบไปเลยจากการที่ดินข้างล่างโดนเซาะไป แอบตาโต หลับไม่ลงระหว่างทาง แต่ไม่อ้วก พยายามมองไปข้างหน้า ซึ่งก็ไม่เห็นทางตรง มองด้านข้างสองข้าง เป็นหุบเขาสูง มึนกว่าเดิม …ช่วยหนูด้วย หนูอยากกลับบ้าน

คราวนี้ได้มีโอกาสเห็นแม่สะเรียงเต็มตาขึ้นอีกนิด เพราะพักอยู่ 2 คืนเต็ม ดิฉันแอบสังเกตุว่าที่นี่ ไม่ค่อยมีวัยรุ่น มีแต่คนวัยทำงานและคนสูงอายุ เห็นเขาว่าวัยรุ่นพากันไปเรียนที่เชียงใหม่หรือแม่ฮ่องสอนกันหมด การท่องเที่ยวไม่ได้คึกคักมากมาย มีวัดขนาดใหญ่อยู่ 4 แห่ง น้องเจ้าถิ่นใจดีขับรถพาขึ้นไปวัดจอมทอง บรรยากาศข้างบนสวยมาก (ซึ่งจะได้นำเสนอด้วยภาพในโอกาสต่อไปนะคะ) มีร้านอาหารอยู่หลายแห่ง โรงแรมเยอะ โรงแรมที่ดิฉันพักอยู๋ริมแม่น้ำยวม แอบชำเลืองดูระดับน้ำแล้วภาวนาว่าอย่าเพิ่งล้นขึ้นมา ฮา

นอกจากแม่สะเรียงแล้ว ดิฉันก็ได้สัมผัสเชียงใหม่เพิ่มขึ้นอีกนิด จากการที่คนขับรถแวะตรงสวนสน ซึ่งเขาบอกว่าเป็นซีนยอดฮิต ใครมาก็ต้องถ่ายรูปตรงนี้ หนังไทยเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ก็ถ่ายที่นี่เหมือนกัน แล้วระหว่างรอเวลาขึ้นเครื่อง ดิฉันได้เดินช้อปตรงห้างที่ชื่อเซ้นทรัลหรือโรบินสันแอร์พอร์ตของเขาด้วย หน้าตาเหมือนกรุงเทพฯ มาก ร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดัง ร้านอาหาร ร้านกาแฟ เพียงแต่ผู้คนเขาอู้กำเมืองกัน ของอย่างเดียวที่ซื้อติดมือมาฝากแม่ก็คือ หอยลายทอดตราปลายิ้มกระป๋องใหญ่ 8 กระป๋อง เพราะจำได้ว่าร้านซื้อสะดวกแถวบ้านและซุปเปอร์มาร์เก็ตที่กรุงเทพฯ เริ่มไม่มีขายแล้ว

วันเดินทางกลับ เครื่องบินออกช้ากว่ากำหนดไป 40 นาที ดิฉันใจแทบขาดด้วยความกระวนกระวาย (ทำไมต้องมาช้าตอนจะกลับ ถ้าเป็นตอนมาจะไม่ว่าเลย 555)  เพราะรู้สึกอย่างเดียวว่าอยากกลับบ้าน โทรจิกคนขับรถให้มารอตั้งแต่ยังไม่ออกจากเชียงใหม่ บึ่งฝ่าการจราจรของเย็นวันศุกร์มาถึงใจกลางเมืองจนได้

ต่อให้กรุงเทพฯ จะน้ำท่วมจมน้ำยังไง ก็จะกลับไปหาลูกกับแม่ เพราะเราเป็นที่พึ่งเดียวของเขา เป็นกำลังสำคัญของบ้าน ข่าวบอกว่าตรงถนนศีรสมาน ดอนเมืองน้ำท่วมแล้ว ซึ่งบ้านพ่อโดนเต็มๆ แอบตกใจเพราะเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วยังไปวิ่งเล่นกับอุ๊กที่ท้ายสวน และนั่งเปลญวนกันอยู่เลย คืนนั้นนอนหลับสบาย..วินาทีนี้คงไม่มีอะไรดีไปกว่าที่นอนแห้งสะอาดกับผ้าห่มอุ่นสักผืน สิ่งที่ทำให้มันสมบูรณ์แบบก็คือการที่ได้เห็นคนที่เรารักนอนหลับปุ๋ยอยู่ใกล้ๆ ดิฉันไม่ได้สวดมนต์ก่อนนอนมาสักพักแล้ว แต่คืนนั้นกลับมาสวดเหมือนเดิม..อธิษฐานให้คนที่เรารักปลอดภัย บอกให้เรารู้ว่าเรายังมีกัน และเราจะฝ่าวิกฤตไปด้วยกันค่ะ

July 16, 2011

ความสุขของผู้หญิงคนหนึ่ง

Filed under: Lifestyle — blossom2219 @ 11:03 pm

ตอนนี้สมองตื้อเพราะเอ่อล้นไปด้วยความสุข ที่ไม่อาจกลั่นกรองเป็นถ้อยคำออกมาได้ นี่ขนาดว่า ดิฉันเป็นคนชอบระบายความรู้สึกออกมาทางตัวอักษรแล้วนะ ก็ยังได้ตระหนักว่าความสุขบางอย่างก็ “ไม่ต้องมีคำบรรยาย” จริงๆ เอาแบบ “ให้มันทุ้มอยู่ในใจ” แค่นั้น

เพราะกำลังมีความสุขค่ะ เลยต้องเขียนเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันนี่แหละ เมื่อเช้านี้ อุ๊ก อุ๊ก และคุณยายเปิดเดี่ยว 8 ดูกันอีกรอบ (เหมือนจะพยายามเก็บมุข เตรียมขำ พร้อมดูเดี่ยว 9 กันเร็วๆ นี้) ตอนหนึ่ง ดิฉันได้ยินคุณโน้ตเหน็บผู้หญิงว่า ผู้หญิงเรายอมทุกอย่างให้หน้าเด้ง ยอมตรากตรำเพื่อความสวยความงาม ประมาณว่าพอกโคลน โบท็อกซ์ ฯลฯ ก็ขำกันไป มันอาจจะแปลกสักหน่อยนะคะ ถ้าดิฉันกำลังจะเล่าว่า ความสุขของผู้หญิงวัยเลข 3 ปลายๆ อย่างดิฉันเนี่ย มันไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามแล้ว

 ดิฉันมานึกดู เรื่องที่ทำให้ดิฉันมีความสุข ภูมิใจ ปลื้ม ยิ้ม หรือหัวเราะออกมาได้ เป็นการผสมผสานของความสุข ความสำเร็จ ความภูมิใจ ความชื่นใจ ประมาณนี้ค่ะ

  1. อุ๊ก อุ๊ก เลิกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ไม่ฉี่รดที่นอน ไม่ร้องไห้เวลาไปโรงเรียน 
  2. อุ๊ก อุ๊ก ขี่จักรยานได้ ว่ายน้ำเป็น เล่นสเก็ตน้ำแข็งและตีแบดกับแม่ได้แล้ว
  3. ตอนที่อุ๊กบอกว่า “แม่เป็นคนเข้มแข็งและรักษาคำพูดเสมอ”
  4. เมื่ออุ๊กสามารถพาคุณยายไปสีลมคอมเพล็กซ์เองได้ แถมพากันไปกินอาหารร้านฟูจิเองด้วย
  5. ตอนที่แม่ถามว่า “เหนื่อยไหม” แล้วแม่ก็ทำข้าวต้มกับยำผักกาดดองเค็มให้กิน ตอนที่เราไม่สบาย
  6. เมื่อเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานบอกว่าเราสวยขึ้น หรือ ยังสวยเหมือนเดิม (เอาน่า บ้ายอเหมือนกัน)
  7. เมื่อน้องคนหนึ่งชวนไปร้านคาราโอเกะสุดหรูกับกลุ่มเพื่อนของเธอ ราวกับเราเป็นวัยเดียวกัน
  8. เมื่อน้องเขาพากันลงความเห็นว่าเราร้องเพลงเพราะ
  9. เมื่อน้องคนเดิมบอกว่า ได้นำสิ่งที่เราสอนไปใช้ในการสัมภาษณ์งานจริงๆ ด้วย
  10. เมื่อมีเด็ก ม.ปลาย คนหนึ่งถามว่า มีใครที่ได้คุยกับพี่ส้ม แล้วไม่หลงรักพี่ส้มบ้างไหม
  11. เมื่อมีเด็กฝึกงานหนุ่มวัยกระเตาะ รูปหล่อ พ่อรวย แม่สวย ชาติตระกูลดี มาขอเราออกเดท แล้วสารภาพว่าปิ๊งเราตั้งแต่แรกเห็น (ทั้งที่อายุต่างกัน 1 รอบ จ๊าก)
  12. เมื่อมีเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องผู้ชายคนหนึ่งบอกว่า ผมว่าพี่เป็นผู้หญิงที่ใช้ชีวิตเป็น ผมชอบทุกเรื่องที่พี่เขียน
  13. เมื่อเพื่อนร่วมงานวัยเดียวกันบอกว่า ชอบเรื่องที่เราเขียน เราน่าจะมี fanpage ให้คลิก Like บน facebook จ๊ากก
  14. เมื่อมีรุ่นน้องคนหนึ่งบอกว่า ไม่เคยอ่านหนังสือแปล (เพราะเธอเก่งภาษาอังกฤษซะขนาดนั้น) แต่อ่านงานของเรา เพราะภูมิใจที่ได้รู้จักเรา
  15. เมื่อว่าที่บัณฑิตคนหนึ่ง ตั้งชื่อกลุ่มในการส่งผลงานหนังสั้นเข้าประกวด ว่า “ One D โปรดักชั่น” ซึ่งหนังเรื่องนั้นได้รับรางวัลชนะเลิศ และเธอบอกว่า “พี่ส้มคือส่วนหนึ่ง”
  16. เมื่อได้รับอีเมลล์จากคนแปลกหน้าบอกว่า ขอบคุณครับที่แปลหนังสือดีๆ ให้พวกเราได้อ่านกัน
  17. เมื่อเห็นผู้โดยสารคนหนึ่งบนรถไฟฟ้าบีทีเอส ถือหนังสือแปลของเรา
  18. เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งซื้อหนังสือและขอลายเซ็นต์เราตอนนั้น ในร้านหนังสือใต้ตึก
  19. เมื่อเพื่อนคนหนึ่งส่งอีเมลล์มาบอกว่า เรื่องราวที่ดิฉันเขียนมีพลังบวกมากมายให้ชีวิต
  20. เมื่อแฟนของน้องคนหนึ่งบอกว่า ผมรู้สึกว่าน้องเขาได้รับอิทธิพลจากพี่เยอะมาก ผมพอเข้าใจแล้วว่าเขาเป็นแบบนี้เพราะใคร (คำชมป่าววะ? ฮา)
  21. ตอนที่ใครบางคนแวะมาหาถึงสาทร และมีเวลาไปนั่งกินจิ้มจุ่มตรงถนนคอนแวนต์ด้วยกัน
  22. ตอนที่มีเวลาไปนอนให้ร้านสปาแถวบ้านขัดผิว (= ขี้ไคล) นวดอโรมา สบายจริงๆ ขอบอก
  23. เวลาใช้บริการ ขสมก. แล้วเจอ พขร. กับ พกส. มารยาทดี
  24. เวลาขึ้นแท็กซี่แล้วโชเฟอร์เปิดเพลงถูกใจและขับรถดี
  25. เวลาพี่วินมอเตอร์ไซค์หน้าเดิมให้ติดรถกลับบ้าน เมื่อเห็นเราเดินอยู่ข้างทาง โดยไม่เก็บตังค์ ฮา
  26. ตอนได้ยินข่าวว่าแม่ถูกหวย  แกดีใจ อารมณ์ดี ไอ้เราก็อิจฉานิดนึง
  27. ตอนได้พาแม่ขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวสิงคโปร์เมื่อ 2 ปีก่อน แม่ตื่นตาตื่นใจและสนุกสนานมาก เป็นอีกหนึ่งความฝันของดิฉันที่เป็นจริง คือการพาแม่ไปเที่ยวเมืองนอก
  28. ตอนพาแม่ไปดูคอนเสิร์ตใหญ่ของโปงลางสะออนที่เดอะมอลล์ (ด้วยบัตรฟรี ขอบคุณอาร์สยามค่ะ)
  29. ตอนได้ลองชุดสวยๆ ของร้านดังๆ เวลาเขาติดป้าย sale 50% แล้วก็ไม่ซื้อ (เพราะลดแล้วก็ยังแพงอยู่ ฮา)
  30. เวลาใส่รองเท้าคู่ใหม่ คู่ไหนๆ ก็ไม่กัด
  31. ตอนที่รู้ว่าน้องคนหนึ่งรอจนเที่ยงคืนเพื่อจะส่งข้อความมาอวยพรวันเกิดเราเป็นคนแรก
  32. ตอนน้องอีกคนส่งดอกไม้มาให้ แต่ดันลงชื่อเป็นชายหนุ่มที่เราแอบปิ๊งอยู่ เราไม่โกรธเพราะรู้ว่าเขาอยากเห็นเรามีความสุข
  33. น้องอีกคน อุ้มลูก และซื้อเค้กมาให้เราเป่าเทียนในวันเกิดปีที่ผ่านมา
  34. ตอนที่นัดเจอลูกศิษย์คนหนึ่ง แล้วเขาขนสมุดจด ชีท เทป ฯลฯ สมัยที่สอนเขามาให้ดูว่าเขายังเก็บไว้อย่างดี
  35. ลูกศิษย์คนเดิมบอกว่า เราเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาอังกฤษ จากที่เคยเกลียดวิชานี้ เขาเริ่มชอบมาก
  36. หลังจากทำอะไรที่โง่มากและรู้สึกแย่กับตัวเอง น้องคนหนึ่งส่งข้อความมาบอกว่า “คนที่รู้ตัวว่าตัวเองโง่คือคนฉลาด แล้วตอนนี้โอเคหรือยัง คนเก่งของ…” อบอุ่นมากมาย
  37. ได้สัมผัสกับประสบการณ์ละครเวที และได้ดูแฟชั่นโชว์ครั้งแรก เพราะน้องคนหนึ่งที่รู้จักเราในฐานะวิทยากรรับเชิญของมหาวิทยาลัยเขา โอ้ววว อะไรก็เป็นไปได้

    จริงๆ คงยังมีอีกมากมายค่ะ โปรดติดตามและคลิก Like ได้ที่นี่เร็วๆ นี้ เอิ๊ก เอิ๊ก

    บทเรียนหนึ่งที่ดิฉันได้รับการยืนยันเมื่อไม่กี่วันมานี้ก็คือ ชีวิตนั้นสั้นเหลือเกิน (ขีดเส้นใต้คำว่าสั้น) เพราะฉะนั้น จงเต็มที่ และทำให้ดีที่สุดทุกวันนะคะ รักใคร ชอบใคร ถ้าเป็นดิฉันจะ บอกเขาเลย ทำดีกับเขาไปเลย เหมือนที่พยายามทำกับแม่และอุ๊ก อุ๊ก อย่ารอจนถึงพรุ่งนี้ อาทิตย์นี้ เดือนหน้า ปีหน้า อย่าคิดว่าวันพรุ่งนี้เป็นของตาย เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ถ้าทำเต็มที่แล้ว ก็จะรู้อย่างหนึ่งแน่ๆ ก็คือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะไม่เสียใจ

    ขอให้มีความสุขให้เต็มที่กับปัจจุบันนะคะ

July 3, 2011

เสน่ห์ของทวิภพ หรือ เสน่ห์ของละครเวที?

Filed under: Entertainment,Lifestyle — blossom2219 @ 10:36 pm

ดิฉันเป็นคนที่หลงใหลในแนวคิดของการเดินทางข้ามเวลาอย่างมาก ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือละครนี่จะพยายามติดตามดูจนหมดทุกเรื่อง ทั้งไทยและเทศ การโคจรมาพบกันของนางเอกและพระเอกที่อยู่ละยุคสมัยนั้นดูมีเสน่ห์และทำให้ดิฉันเคลิบเคลิ้มได้เสมอ

ล่าสุดบุญพาวาสนาส่งทำให้ดิฉันได้มีโอกาสไปดูละครเวที (หรือเขาเรียกกันว่าละครเพลงนะ?) เรื่อง ทวิภพ เดอะ มิวสิคัล กับน้องสาววัยเปรี้ยวปรี๊ดคนหนึ่ง เธอมีวิธีหาบัตรชมละครที่น่าทึ่งและแถมยังเป็นรอบพิเศษก่อนรอบสื่อมวลชนและก่อนการแสดงจริงด้วย ไม่ไปไม่ได้แล้ว

ตอนแรกดิฉันแอบลังเล สองจิตสองใจ เพราะไม่เคยดูละครเพลงมาก่อน นึกไปถึงลิเกหรือลำตัดที่พระนางมาร้องตอบโต้กันไปมาไม่เป็นเรื่องเป็นราว ดิฉันนิยมชมชอบบทประพันธ์เรื่องทวิภพ ของทมยันตีอยู่แล้ว ชื่อของเธอการันตีได้ในลีลาการใช้ภาษาที่งดงามสละสลวย นิยายของเธอแต่ละเรื่องยังแน่นไปด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าเธอทำการบ้าน ทำการค้นคว้าหาข้อมูลมาอย่างดี ดิฉันเลยกลัวว่าทวิภพ เวอร์ชั่นการร้องการเต้นนี้ จะทำให้เสียความรู้สึก

ดิฉันไม่เคยได้ดูละครเวทีนับตั้งแต่เรียนจบเชียวค่ะ เนิ่นนานขนาดนั้น เวลาเห็นโฆษณาของโรงละครกรุงเทพ หรือ รัชดาลัย ก็อดคิดไม่ได้ว่า เดี๋ยวนี้คนไทยนิยมดูละครเวทีกันขนาดนั้นเชียวเหรอ? เพราะมันดูแสนจะไฮโซโก้เก๋ แบบบรอดเวย์หรือโอเปร่า ไม่ค่อยเหมาะกับสังคมเราเท่าไหร่ อะไรประมาณนั้นเลย และแล้ว ประสบการณ์การชมละครเพลง ทวิภพ เดอะมิวสิคัล ก็ทำเอาดิฉันอึ้งจริงๆ ค่ะ

เริ่มจากรัชดาลัยเธียเตอร์ที่วิจิตรตระการตา หรูหรา โอ่โถงซะปานนั้น ไอ้เราว่าพารากอนซินีเพล็กซ์ก็หรูแล้วนะ แต่อันนี้ดูมีคลาสมาก ทางเดินปูพรมแดง ประดับโคมระย้าด้วยอะ คิดดูแล้วกัน (ควรเอาหนังไปฉายบ้างนะคะ ปีละเรื่องก็ยังดี ฮา) ดิฉันรู้สึกว่าได้ที่นั่งที่ดีที่สุด เพราะไม่เสียตังค์ เอ๊ย ไม่ใช่ค่ะ เพราะมันแถวหน้าสุดของระเบียงด้านบน ไม่มีใครมานั่งบัง มองเห็นวิวทุกมุมชัดเจน (รวมทั้งหมวกทหารเรือของเสี่ยเจ้าของชาเขียว ฮา) เลยได้เห็นว่า ใต้เวทีมีวงดนตรีออเคสตราบรรเลงสดอยู่ ไม่ใช่วงปี่พาทย์นะยะ ขอบอก

การแสดงแบ่งเป็นสององก์ มีพักให้ได้เข้าห้องน้ำ เหมือนดูหนังเรื่องยาวๆๆ สิ่งที่ทำให้ดิฉันรู้สึกประทับใจและต้องขอยกย่องจริงๆ คือ เรื่องของฉาก ทั้งส่วนที่ต้องเลื่อนเข้า เลื่อนออก เลื่อนขึ้น เลื่อนลง และกราฟฟิกที่ใช้ประกอบตรงผนังด้านหลังเพื่อเพิ่มความสมจริง มีคนบอกว่า คุณบอยผู้กำกับนั้น ถึงขนาดศึกษาละครเวทีทุกเรื่องระหว่างอยู่อังกฤษ แล้วนำมาปรับใช้ที่นี่ ดิฉันว่าเขาทำได้ดีมาก และคงจะเป็นการยกระดับวงการละครเวทีของไทยมาสักพักใหญ่แล้วทีเดียว

เวทีนั้นไร้รอยต่อ แบบแวบหนึ่งเป็นยุคปัจจุบัน อีกแวบหนึ่งเป็นยุคเก่าได้อย่างน่าทึ่งมาก จริงๆ ถ้าเขาจะเลือกเรื่องที่โจทย์ของ setting มันง่ายกว่านี้ก็คงได้ แต่เลือกเรื่องนี้มาเอาชนะความท้าทายได้อย่างสุดยอดจริงๆ มีฉากหนึ่ง เป็นทุ่งพระสุเมรุหรือพระปรางค์ที่วัด ดิฉันไม่แน่ใจ พระเอกและนางเอกสามารถเดินขึ้นบันไดไปได้ด้วย (โปรดนึกภาพตามให้ได้นะคะ) แบบว่า..อึ้งมาก

อีกองค์ประกอบที่ต้องพูดถึง คือ นักแสดง นางเอกนั้นมีตำแหน่งนางเอกมาแล้วจากละครเวทีหลายเรื่อง บวกกับความสามารถในการร้องเพลง น้ำเสียงที่กังวานใส เธอดูเด่นตั้งแต่ฉากแรกที่ปรากฎตัวเชียวค่ะ ไม่ได้แก่เหมือนในโปสเตอร์ แต่พระเอกหรอกค่ะ ที่ดูเด็กเหลือเกิน เป็นคุณหลวงแร๊ปโย่ ยังดูเก้กังอยู่ แต่ขอชมว่าน้ำเสียงนุ่มมากเวลาร้องเพลง

คู่พระนางไม่เท่าไหร่นะคะ แต่ผู้แสดงคนอื่นนั้นเกิดมาเพื่อเรื่องนี้โดยแท้ ดิฉันเห็นคุณรอง เค้ามูลคดี, คุณโฉมฉาย ฉัตรวิไล, คุณปวีณา ชารีฟสกุล และ คุณปวันรัตน์ นาคสุริยะ แค่นี้ก็เกินพอที่จะทำให้การแสดงเรื่องนี้มีคุณภาพมาก เนื้อเรื่องนั้นคงไม่ต้องพูดถึง ทวิภพเป็นช่วงรอยต่อสำคัญของประวัติศาสตร์บ้านเราในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคมและเป็นยุคที่เรากำลังเปิดประเทศเพื่อทำการค้าขายและเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตกค่ะ ทมยันตีเขียนไว้ดีมาก และผู้กำกับก็พยายามรักษาเค้าโครงบทประพันธ์ไว้เกือบครบถ้วนค่ะ

คุณบอยออกมาพูดตอนจบว่า ถ้าชอบให้บอกต่อ ละครเวทีอยู่ได้เพราะผู้ชม ดิฉันแอบคิดว่า เขาจะมีกำไรไหมนี่ ลำพังค่าตัวนักแสดง แล้วก็ค่าองค์ประกอบของเวทีอีก ขอสรุปว่าอย่างนี้นะคะ ลองหาหนังสือประวัติศาสตร์หรือเรื่องย่อของทวิภพมาอ่านสักหน่อย แล้วซื้อตั๋วไปดูเถอะนะ ดิฉันว่าแค่เห็นฉากและเสื้อผ้าที่ได้ใช้เรื่องก็คุ้มแล้ว แถมยังมีเพลงเพราะๆ ฉากน่ารักๆ บทพูดที่ซาบซึ้งแล้วก็ มุขตลกที่ต้องหัวเราะทั้งน้ำตาเชียวค่ะ (แม้ว่ามณีจันทร์ของเราจะหน้าลูกครึ่งไปนิดก็ตาม)

สุขสันต์วันเลือกตั้งค่ะ

 

May 8, 2011

สุดสัปดาห์อบอ้าว.. แต่เราอบอุ่น

Filed under: Uncategorized — blossom2219 @ 10:53 pm

วันหยุดสุดสัปดาห์ของดิฉันมักจะอุทิศให้ผู้หญิงสองคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตค่ะ เนื่องจากเราเป็นชาว(ใน) เมือง และคฤหาสน์ เอ๊ย คอนโดเราก็อยู่กลางกรุง ไม่ห่างจากศูนย์การค้า ช่วงที่อากาศร้อน แดดประหารเช่นนี้ เราประหยัดไฟและหาความบันเทิงกันด้วยการไปเดินตากแอร์ในห้าง พร้อมกับอาหารมื้อกลางวันตามใจผู้หญิงวีไอพีสองคนนี้

กินอิ่มแล้ว เราก็จะพากันไปอ่านหนังสือที่ร้าน B2S บ้าง ร้าน SE-ED บ้าง ซึ่งก็อยู่ในห้างเดียวกันนี่แหละ ดิฉันก็จะอยู่มุมนิตยสารแฟชั่นและนิยายแปล ส่วนอุ๊กกับคุณยายจะอยู่มุมหนังสือเด็ก ปักหลักอ่านกันเลย จนพอใจหายเบื่อ แล้วก็กลับบ้านมาตอนเย็น

งวดที่แล้ว คุณยายถูกล็อตเตอร์รี่นิดหน่อย (คุณยายบอกนิดหน่อยเพราะปกติ ถูกเยอะกว่านี้ ฮา) ก็เลยถอยรถออกมาสองคัน เป็นจักรยานสีชมพูแปร๊ด เป็นที่ถูกใจอุ๊ก อุ๊ก ของคุณยายหนึ่งคัน ของอุ๊กหนึ่งคัน (ของเดิมที่มีอยู่แล้วหนึ่งคันซึ่งจับฉลากที่โรงเรยีนได้มา) ตอนนี้ กลายเป็นว่า เราสามคนมีจักรยานกันคนละคัน เป็นแก๊ง BMX สามวัยกันไปเลย

นอกจากปั่นจักรยานแล้ว กิจกรรมอีกอย่างที่กำลังไต่อันดับความนิยมของสองแม่นางขึ้นมา ก็คือ ว่ายน้ำค่ะ คุณยายไม่เคยเล่นน้ำสระ เพราะเขามักจะบังคับให้สวมชุดว่ายน้ำ ซึ่งส่วนมากจะโป๊ เว้าโคนขาสูง เคยแต่ลอยคอเล่นน้ำคลอง กับเล่นน้ำทะเลกับอุ๊ก ดิฉันเดินหาชุดว่ายน้ำแบบที่คุณยายน่าจะชอบมาจนได้ ผลปรากฎว่า ตอนนี้คุณยายกับคุณหลานแอบพากันไปสองคนแล้ว เวลาที่ดิฉันไปทำงาน

ฟ้องด้วยภาพที่แสนน่ารักและอบอุ่นนะคะ การออกกำลังกายนั้นดีต่อสุขภาพ การว่ายน้ำก็ดีกับอุ๊กซึ่งเป็นโรคหอบหืด และก็ช่วยคลายอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวของคุณยายได้ด้วย นอกจากนี้ สองคนยังหัวเราะกันลั่นสระอีกด้วย อโรคยา ปรมาลาภา แต่การออกกำลังกายและเสียงหัวเราะช่วยได้เสมอค่ะ

เดือนนี้ขอโกอินเตอร์ด้วยการลองเขียนทั้งสองภาษาเลยนะคะ คลิก Like คลิก Love ได้ที่นี่

My weekends are usually dedicated for the two most important women of my life. Because we are the down-town people and our mansion oops! Condo is conveniently located very down-town, close to department stores. These hot summer days, we save the electricity and entertain ourselves by window-shopping in those malls. And of course, eating out as these two women command.

We would stop by B2S or SE-ED bookstores for reading, which are located in the same complex. I stick around magazine or novel corners while they would sit and read children books. Recently, my mother won the lottery (she said ‘just a little’ because she always wins bigger). She bought two shocking pink bicycles, one for my daughter and one for herself. So now, we are a pink bike gangster, composing of three women of three generations.

Besides riding, another activity that has now gained its popularity for these two women is swimming. My mother has never been in the pool before because they usually require us to wear a swimsuit and she is never comfortable with it. She is used to swimming in canal or the sea with my daughter. I was looking for a conservative type and found one that she agreed to wear. Now they both enjoy going to the pool even without me sometimes…LOL

Here’s the picture that speaks a thousand word. Exercise is good for health. Swimming is good for Uk because she has asthma and it also helps relieve the muscle pain of my mom. Both of them usually laugh out loud in the pool every time as if it were their playground. A good health is a great fortune but exercise and laughter can always help!

April 29, 2011

อำลาเมษายน

Filed under: Lifestyle — blossom2219 @ 11:25 pm

เดือนเมษายนนี่ช่างร้อนระอุสมศักดิ์ศรีเสมอเลยนะคะ อากาศร้อน แต่ใจไม่ได้ร้อนตาม และไม่ว่าจะอย่างไร วันนี้ก็เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของเดือน และเดือนเมษายนก็กำลังจะจากไปเช่นกัน

เดือนนี้ได้ฉลองวันคล้ายวันเกิดอีกที ตั้งใจว่าจะไม่มีอะไรพิเศษเพราะแก่แล้ว ไม่อยากให้ความสำคัญกับมันมากไปกว่าอีกวันหนึ่ง แต่พอถึงวัน อุ๊กยื่นปากกาเน้นข้อความสีชมพูแปร๊ดที่แกอุตส่าห์ควักเงินตัวเองซื้อมาจากร้าน B2S ให้แล้วบอกว่า “อะแม่ แฮ้ปปี้เบิร์ดเดย์” 555 แอบรู้สึกปลื้มอยู่เหมือนกันค่ะ

วันเดียวกันนั้นเอง ดิฉันได้ช่อดอกไม้สีขาวประดับมุข พร้อมการ์ดอวยพรจากน้องคนหนึ่ง อ่านการ์ดแล้วน้ำตาซึม เพราะรู้สึกว่าเธออยากให้ดิฉันมีความสุขมากๆ ขอบคุณนะคะ.. ตกเย็นมีน้องอีกคนพาครอบครัวมาหาที่บ้าน เธอหอบเอาลูกน้อยวัยสามเดือนมาด้วย พร้อมกับขนมเค้กหน้าตาน่ากิน มาจุดเทียนร้องเพลงให้เป่า โอ้โห..

สรุปคือ เป็นวันเกิดที่ยิ้มแก้มปริอีกปี ขอบคุณทุกคำอวยพร ของขวัญทุกชิ้นนะคะ

ปิดท้ายเดือนด้วยงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ของเคทกับเจ้าชายที่ดิฉันแอบน้ำตาคลอไประหว่างดูการถ่ายทอดสด ทั้งที่จริงๆ แล้วภาพแบบนี้ ดิฉันเห็นมาบ่อยมากในหนังฮอลลีวู้ด ที่เป็นรักโรแมนติกและจบด้วยการแต่งงานของพระเอกนางเอก แต่ภาพวันนี้ นอกจากประเพณีที่ศักดิ์สิทธิ์อลังการแล้ว สิ่งหนึ่งที่หนังฮอลลีวู้ดเทียบไม่ได้เลย ก็คือ คนทั้งสองไม่ใช่ตัวละครไงคะ ไม่ใช่พระเอกนางเอก แต่เป็นคนจริงๆ มีตัวตนจริงๆ และรักกันจริงๆ ด้วย

ภาพพสกนิกรมากมายที่มาเฝ้าดู โห่ร้องแสดงความยินดี.. หญิงสาวสามัญชนที่กำลังจะเป็นเจ้าหญิงในชุดเจ้าสาวที่สวยสง่างาม สุดยอดจริงๆ

ลาก่อนเดือนเมษายน..ด้วยความรักค่ะ

April 10, 2011

มิตรภาพและความรักแบบวัยรุ่นไทยใน Suck-seed

Filed under: Lifestyle,Movies Comments,Music — blossom2219 @ 4:49 pm

ก่อนท้องฟ้าจะสดใส ก่อนความอบอุ่นของไอแดด…ก่อนจะฉลองสงกรานต์ ดิฉันของพูดถึงภาพยนตร์ไทยเรื่องล่าสุดที่ได้ดูมาสักหน่อยนะคะ

วันนั้น ดิฉันมุ่งมั่นจะดู Morning Glory ที่เรเชล แมคอดัมส์ ขวัญใจแสดงนำ แต่คนที่ดูด้วยบอกว่า Suck-seed เป็นหนังเพลงย้อนยุคนะ ไม่ใช่หนังวัยรุ่นกี๊บก๊าบแบบที่เห็นจากใบปิดหนัง ดิฉันเลยลังเล ยกผลประโยชน์ให้จำเลย เข้าไปดูเรื่องนี้แทนซะ โดยขู่ว่าถ้าไม่ดีจริง จะเดินออกเลย

ผลปรากฎว่า..หนังดีแบบเข็มขัดยาวค่ะ (= เกินคาด) ฮา หนังผสมความหลงใหลในดนตรีของวัยรุ่นกับความรักแบบ puppy love สมัยมัธยมของวัยรุ่นไทยไว้ได้ลงตัว ต้องย้ำว่าวัยรุ่นไทยนะคะ ขีดเส้นใต้ เพราะถ้าวัยรุ่นมะกัน มันจะไม่น่ารัก ไร้เดียงสา บริสุทธิ์ แบบนี้

แม้ภาษาที่ใช้ในหนังจะออกแนวหยาบคาย (ก็แบบที่วัยรุ่นเขาใช้กัน) แต่ก็ไม่มีอะไรรุนแรงน่าเกลียด ไม่ได้มีฉากรักโรแมนติก หวือหวา โป๊เปลือย แต่ดิฉันเชื่อว่าคนดูทุกคนจะรู้สึกถึงความรักใสๆ ที่อบอวลอยู่ทั้งเรื่อง

เขาว่าดนตรีกับวัยรุ่นเป็นของคู่กันก็คงประมาณนั้น หนังทำให้ดิฉันแอบนึกถึงตัวเองสมัยผูกคอซองแล้วประกวดวงดนตรีโฟล์คซองเลย นึกถึงตอนหัดลีดกีตาร์เพลงยินยอมของพี่ป้อม อัสนีด้วย เอากะเขาดิ แต่ดิฉันไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักของหนังเรื่องนี้หรอกค่ะ เชื่อสิ คนที่ดูแล้ว “โดน” ขนาดต้องร้องไห้ออกมาน่าจะเป็นกลุ่มอายุ 30 หรือเกือบๆ เพลงที่ใช้ idol ที่ใช้มันเป็นพวกร๊อคเกอร์ที่เป็นแรงบันดาลใจในยุคนั้นเลย เช่น โลโซ โมเดิร์นด๊อก แบลคเฮดด์ บอดี้แสลม

มีมุขเด็ดที่ดิฉันหัวเราะจนน้ำตาไหลอยู่มากมาย ซึ่งเด็กๆ ถ่ายทอดออกมาได้ดี เช่น ตอนที่พระเอก (ซึ่งร้องเพลงไม่ได้เรื่องเลย) ถามว่าเพลงมันมีสองแบบเหรอ เพลงรักกับเพลงร็อค เพื่อนพระเอกตอบว่า เปล่ามีอาร์เอสกะแกรมมี่ เอ้าขอกด Like ฮิ้วว เรื่องนี้อากู๋ภูมิใจนำเสนอค่ะ ศิลปินเก่าแก่ได้โชว์ตัว โชว์เสียงถ้วนหน้า

หนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายของ “แฟนฉัน” อยู่เยอะมากในเรื่องความรักวัยเยาว์ แต่ทำได้ดีกว่า สมน้ำสมเนื้อกว่า เนียนกว่า และลงตัวกว่ามาก ทราบมาว่าผู้กำกับอายุแค่ 26 ปี และยังชอบหนังเรื่องแฟนฉันมากๆๆๆๆ ด้วย จึงไม่น่าแปลกใจ แต่ก็ควรได้รับคำชมอยู่ดีค่ะ เพราะเขาทำได้ดีกว่าจริงๆ เริ่มตั้งแต่สมัยเด็ก ป.6 ซึ่งเด็กเริ่มเข้าวัยรุ่น แล้วก็มาเป็น ม.ปลาย ที่กำลังเป็นวัยรุ่นเต็มเหนี่ยว พยายามค้นหาตัวเองกันสุดๆ รู้มาว่าตัวเขาเองก็เป็นแบบนี้ด้วย

นักแสดงทุกคนเล่นได้ดีแบบไม่เวอร์ นางเอกไม่ได้น่ารักแอ๊บเหมือนสาวญี่ปุ่น แต่ชีลีดกีตาร์ได้เท่ห์โคตร ส่วนพระเอกจับพลัดจับพลูได้เล่นเบสในวง เพราะรู้ว่านางเอกรักดนตรี และกะ “หม้อสาว” 555 เหมือนใครหว่า??? พระเอกไม่ได้หล่อเกิน และไม่ได้เก่งไปทุกอย่าง ออกจะซื่อบื้อ และที่ทำให้เรื่องนี้ชัดเจนในความเป็นหนังไทยมากก็คือ การหลงรักนางเอกแล้วไม่กล้าบอก ดูไปแล้วอยากอีเมลล์ไปบอกว่า กินแห้วกระป๋องกี่ชาติ เขาถึงจะรู้ว่าแกชอบเนี่ย? ท้ายที่สุด ยังยอมตัดใจเพราะรู้ว่าเพื่อนรักแอบชอบเธออยู่อีก ป้าดดด ยังไม่พ้น 3-4-5 เส้าเข้าไปตบยุงใต้สะพาน (=น้ำเน่าค่ะ)

หนังทำให้ดิฉันรู้สึกรักเครื่องแบบนักเรียน ม.ปลาย ที่เคยได้ใส่ นึกถึงไอ้พวกรุ่นพี่ที่ชอบทำเท่ห์สะพายกีตาร์ตั้งวงร้องเพลงอยู่ใต้ตึก ถึงแม้ในความเป็นจริง ความทรงจำในช่วงเวลานั้นของดิฉันสั้นมาก  

ได้ยินคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้คนหนึ่งพูดออกมาว่า “ถ้าคุณเคยทะเลาะกับเพื่อนสมัยเรียนม.ปลาย ด้วยเรื่องงี่เง่า หนังเรื่องนี้สำหรับคุณครับ” ซึ่งไคลแม็กซ์ของเรื่องนี้ตอบโจทย์ได้ดีมาก พวกผู้ชาย (งี่เง่าๆ?) ควรไปดูกันให้มากๆๆ

เพราะชีวิตนี้..มันต้อง Suck Seed นึงค่ะ🙂

April 4, 2011

คือรักและแรงบันดาลใจ

Filed under: Lifestyle — blossom2219 @ 10:47 pm

พรุ่งนี้ตอนบ่ายสามกว่าๆ อุ๊ก อุ๊ก ของแม่จะอายุครบ 8 ปีแล้ว กำลังจะขึ้น ป.3 …

แม่ไม่แน่ใจว่าได้ทำหน้าที่แม่เท่ากับที่คุณยายทำให้อุ๊กหรือเปล่า แต่แม่รู้ว่าอุ๊กเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ของแม่ ทำให้แม่รู้สึกภูมิใจได้ทุกวัน และรู้สึกว่าอุ๊กคือ สิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตแม่

อุ๊กของแม่ไม่ขี้แย ขนาดไปโรงเรียนวันแรกยังไม่ร้องไห้เลย (ร้องวันที่ 2-3 เท่านั้น) หกล้มหัวเข่าเป็นแผลอยู่นานก็ไม่ร้อง

อุ๊ก อุ๊ก เป็นเด็กมุ่งมั่นเสมอ แม่จำได้ว่าตอนอุ๊ก 3 ขวบ แม่ได้ฟังเพลง “ไว้ใจได้กา” ของลานนาไปประมาณร้อยกว่ารอบ เพราะอุ๊กต้องเต้นรีวิวประกอบเพลงนี้กับเพื่อนๆ ตอนเรียนอนุบาล 1 อุ๊กให้ป๊าไรท์ซีดีเปิดเพลงนี้ซ้อมเต้นคนเดียวที่บ้านวันเสาร์อาทิตย์ จนแม่กับป๊าจำท่าเต้นได้ด้วย

ตอนอนุบาล 3 อุ๊กขึ้นเวทีเดี่ยวขิมในงานโรงเรียน และยังเล่นคีย์บอร์ดกับวงได้ด้วย แม่อึ้งมาก เพราะแม่กับป๊าเล่นดนตรีไม่เป็นเลยสักชิ้นเดียว

อุ๊กทำให้แม่รู้จักโฟร์มด และ บี้ เดอะสตาร์

ยังไม่ทัน 5 ขวบ อุ๊กหัดขี่จักรยานสองล้อเพราะเห็นว่าเด็กที่เล็กกว่าขี่ได้แล้ว อุ๊กกล้าๆ กลัวๆ หัดจนเป็น

จบอนุบาล อุ๊กสอบเข้าโรงเรียนคอนแวนต์ชื่อดังได้ 2 แห่งโดยที่เราไม่มีเส้นสาย ไม่มีคะแนนพิเศษ และไม่รู้ภาษาอังกฤษสักตัวเดียว

เข้าป.1 อุ๊กร้องไห้วันแรกที่เรียนภาษาอังกฤษกับครูฝรั่ง บอกว่าจะไม่ยอมไปโรงเรียนอีกแล้ว แม่รู้สึกแย่มากมาย แต่อาทิตย์เดียวอุ๊กบอกว่าอุ๊กชอบวิชานี้ที่สุด และกลายเป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีมากด้วย

อุ๊กเรียนจบได้เกรด 4.00 โดยไม่ได้เรียนพิเศษสักวิชาเดียว

อุ๊กเรียก “แม่” ได้หลังจากเรียก “ยาย” และ “ป๊า” มันคงออกเสียงยากกว่า แม่เข้าใจ

อุ๊กไม่เคยบอกรักแม่เลย ยกเว้นตอนแม่ถาม แม่ไม่น้อยใจเลยนะ เพราะรู้ว่าอุ๊กเป็นคนใจแข็งเหมือนคุณตา

วันแม่ปีที่ผ่านมา อุ๊กร้องเพลง “แม่ของฉันคือทุกสิ่ง คือผู้หญิงที่เป็นที่สุดเสมอมา แม่เข้มแข็ง แม้จะอ่อนล้า..” ชื่อเพลงอะไรก็ไม่รู้ แต่แม่แอบน้ำตาไหลอยู่คนเดียว แม่ถามว่าเข้าใจความหมายไหม อุ๊กบอกไม่เข้าใจหรอก ร้องไปอย่างงั้น เพราะครูสอน แต่ในการ์ดวันแม่อุ๊กเขียนว่า “อุ๊กรักแม่ที่สุด เพราะแม่ให้ชีวิตอุ๊ก ถ้าอุ๊กเกเร ก็ขอโทษนะแม่”

แม่ไม่ค่อยมีนิทาน แต่อุ๊กอยากให้เล่าเรื่องทุกคืน แม่เลยเล่าเรื่องหนังฝรั่งที่แม่ชอบให้ฟัง โดยเฉพาะหนังที่มีการเดินทางข้ามเวลา และสายลับ อุ๊กของแม่เลยรู้จักเจสัน บอร์น รู้จักพิภพวานร และรู้จัก The Count of Monte Cristo

แม่จะไปสอบที่รามฯ อุ๊กจัดดินสอใส่กระเป๋าให้ เขียนชื่อติดให้แล้วบอกว่า แม่ต้องดูเวลาด้วยนะ ทำข้อสอบน่ะ ต้องใช้ 2B นะเดี๋ยวไม่เข้ม ถ้าทำไม่ได้ มั่วไปนะ มันอาจจะถูกก็ได้

ล่าสุด แม่ล้างพัดลมและพยายามประกอบให้เข้าที่ แม่ใส่ฝาปิดกับเกลียวไม่ได้สักที ทั้งที่หมุนอยู่นานสองนาน อุ๊กมานั่งข้างๆ หมุนให้ แล้วช่วยกันใส่หน้ากากพัดลมจนสำเร็จ อุ๊กร้อนเหงื่อหยด แต่ไม่บ่น ไม่หงุดหงิด ไม่ถอย ไม่ยอมแพ้ ใครว่าเด็กสมาธิสั้นหรือไม่ความอดทน? ไม่จริงเลย

เรานอนจับมือกันแผ่เมตตาให้สรรพสิ่งและสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ ทุกคืน แล้วแม่ก็รู้ว่า แค่เรามีกันก็พอ..

เขาว่าความเป็นแม่จะทำให้เราอ่อนโยนและอ่อนไหว แต่มันก็ทำให้เราเข้มแข็งและแกร่งได้เช่นกันค่ะ

Next Page »

Create a free website or blog at WordPress.com.